อาหารที่ผู้ป่วยเบาหวานไม่ควรรับประทาน

อาหารที่ผู้ป่วยเบาหวานไม่ควรรับประทาน

โรคเบาหวานเป็นโรคที่เกิดจากร่างกายของผู้ป่วยมีระดับน้ำตาลในกระแสเลือดมากจนเกินไป สาเหตุมาจากความผิดปกติของอวัยวะภายในร่างกาย ที่ไม่สามารถผลิตฮอร์โมนอินซูลิน ที่มีหน้าที่ในการนำน้ำตาลในกระแสเลือดไปใช้ตามส่วนต่างๆ ของร่างกาย ได้อย่างพอเพียง ทำให้มีน้ำตาลตกค้างอยู่ในกระแสเลือดในปริมาณมากกว่าปกติ การรักษาในระยะแรกจะเป็นการกินยาเม็ด และการใช้สมุนไพรร่วมด้วยแต่จะให้ได้ผลดีผู้ป่วยจำเป็นจะต้องหลีกเลี่ยงอาหารประเภทแป้งและน้ำตาล เพราะอาหารประเภทนี้เมื่อรับประทานเข้าไปแล้วจะยิ่งทำให้ระดับน้ำตาลในกระแสเลือดมีมากขึ้นไปกว่าเดิม สำหรับอาหารที่ผู้ป่วยโรคเบาหวานไม่ควรรับประทานหรือควรบริโภคให้น้อยที่สุด เช่น 

1. ผักบางชนิดที่มีส่วนประกอบของแป้ง เพราะเมื่อเรารับประทานเข้าไปแล้ว ร่างกายจะทำการเปลี่ยนแป้งให้เป็นน้ำตาล จึงอาจมีผลทำให้น้ำตาลในกระแสเลือดของผู้ป่วยสูงขึ้นได้ สำหรับผักที่มีส่วนประกอบของแป้งอยู่เป็นจำนวนมากนั้น ยกตัวอย่างเช่น  กลอย เผือก กระจับ แห้วจีน มันเทศ  ใบขี้เหล็ก เป็นต้น 

2. ผลไม้ที่มีรสชาติหวาน บ้านเรามีผลไม้อยู่หลายชนิด และผลไม้ก็มีประโยชน์หลายอย่างต่อสุขภาพร่างกาย แต่สำหรับผู้ป่วยเบาหวานถ้าต้องการรับประทานผลไม้ควรเลือกรับประทานผลไม้ที่ไม่มีรสชาติหวานมาก เพราะผลไม้ที่มีรสชาติหวานจะมีส่วนประกอบของน้ำตาลเป็นจำนวนมาก เช่น ทุเรียน มะม่วงสุก เงาะ ลำไย ขนุน องุ่น น้อยหน่า ลิ้นจี่ อ้อย เป็นต้น 

3. ลดการรับประทานอาหารที่มีรสชาติเค็มจัด โดยเฉพาะผู้ป่วยเบาหวานที่มีโรคความดันโลหิตสูง นอกจากนี้แล้วเครื่องปรุงรสต่างๆ ก็ควรบริโภคในปริมาณที่น้อยลงด้วย เช่น ซอส ซีอิ้ว น้ำปลา เกลือ ของหมักดอง ซอสมะเขือเทศ ผงชูรส และของขบเคี้ยว  เพราะในขนมขบเคี้ยวมักมีส่วนประกอบของผงชูรสเป็นจำนวนมาก 

4. อาหารประเภทแป้งก็ควรบริโภคให้น้อยลง หรือให้หันมาเลือกรับประทานแป้งที่ได้จากธัญพืชที่ไม่ขัดสีแทน เช่น ข้าวสาลี  ข้าวซ้อมมือ ข้าวกล้อง ข้าวโพด  ข้าวบาเล่ย์น์  ข้าวฟ่าง ลูกเดือย ข้าวโอ๊ต เป็นต้น 

5. หลีกเลี่ยงการใช้น้ำมันที่ได้จากสัตว์ในการประกอบอาหาร แต่ให้เปลี่ยนมาใช้น้ำมันที่ได้จากพืชแทน เพราะน้ำมันเหล่านี้จะเป็นน้ำมันที่มีไขมันไม่อิ่มตัว เช่น น้ำมันรำข้าว น้ำมันดอกทานตะวัน น้ำมันถั่วเหลือง น้ำมันมะกอก เป็นต้น 

6. ควรงดดื่มเครื่องดื่มที่มีส่วนผสมของแอลกอฮอล์ทุกชนิด เพราะจะมีส่วนทำให้อวัยวะภายในร่างกายของผู้ป่วยยิ่งเสื่อมสภาพเร็วมากขึ้น และส่งผลทำให้ผู้ป่วยเกิดภาวะแทรกซ้อนจากโรคต่างๆ ได้ง่ายขึ้นอีกด้วย และแอลกอฮอล์ยังส่งผลให้การใช้ยารักษาโรคเบาหวาน ไม่ได้ผลดีเท่าที่ควร

การหลีกเลี่ยงรับประทานอาหารต่างๆ ดังที่กล่าวมา หรือพยายามบริโภคให้น้อยลง จะมีส่วนช่วยทำให้ผู้ป่วยสามารถควบคุมระดับน้ำตาลในกระแสเลือดไม่ให้สูงจนเกินไปได้ และจะทำให้การรักษาโรคเบาหวานได้ผลดียิ่งขึ้น

เครดิตภาพ :  health.kapook.com

#ความรู้เรื่องโรค #อาหารผู้ป่วย #รักสุขภาพ

อาการต่อมลูกหมากโตและแนวทางรักษา

อาการต่อมลูกหมากโตและแนวทางรักษา

สำหรับอาการต่อมลูกหมากโตสามารถพบได้ในเพศชายที่อยู่ในวัยกลางคนขึ้นไป และที่สำคัญผลการวิจัยยังระบุด้วยว่าพบได้ในเพศชายประมาณเกือบ 80% โดยเมื่ออายุเริ่มมากขึ้นหรือประมาณ 45 ปี ขึ้นไป ต่อมลูกหมากจะค่อยๆ ขยายตัวขึ้นจนไปเบียดท่อปัสสาวะ และทำให้ปัสสาวะติดขัดจนถึงไม่ออก ซึ่งในปัจจุบันมีแนวทางการรักษาอยู่ 3 แนวทาง ได้แก่ ใช้ยาแผนปัจจุบัน การผ่าตัด และการใช้สมุนไพร โดยจะมีลักษณะแนวทางรักษาดังต่อไปนี้ 1. ระยะเฝ้าดูอาการ จะเป็นในช่วงที่อาการยังเป็นไม่มาก รวมทั้งยังไม่เกินอาการแทรกซ้อน การเฝ้าดูเพื่อประเมินผลว่าต่อมลูกหมากจะโตจนกลายเป็นปัญหาสุขภาพในอนาคตหรือไม่ จากนั้นจึงหาแนวทางการรักษาต่อไป  2. รักษาด้วยยาแผนปัจจุบัน จะใช้รักษาสำหรับผู้ที่ยังมีอาการน้อยไปจนถึงระดับปานกลาง และการรักษาในขั้นตอนนี้จะต้องแน่ใจด้วยว่าผู้ป่วยไม่ได้เป็นมะเร็งต่อมลูกหมาก ลักษณะการรักษาแพทย์จะให้รับประทานยาช่วยลดขนาดต่อมลูกหมาก ซึ่งตัวยาจะเป็นเอนไซม์ชนิดหนึ่งที่จะเข้าไปต่อต้านสารที่ทำให้ต่อมลูกหมากโต จึงช่วยให้ขนาดของต่อมลูกหมากเล็กลงได้ แต่ยาแผนปัจจุบันอาจมีผลข้างเคียงเช่น เสื่อมสมรรถภาพทางเพศ ความดันโลหิตต่ำ และยาบางกลุ่มยังบดบังผลของมะเร็งต่อมลูกหมากอีกด้วย  3. รักษาด้วยวิธีผ่าตัด จะใช้ในกรณีที่ผู้ป่วยมีอาการมากและมีภาวะแทรกซ้อนเกิดขึ้น การผ่าตัดในปัจจุบันสามารถทำได้หลายวิธีแต่ที่นิยม คือการส่องกล้องไปทางท่อปัสสาวะ เพื่อทำการตัดต่อมลูกหมากออกทางปัสสาวะ หรือการเปิดหน้าท้องในการผ่าตัด     4. การใช้ความร้อนในการรักษา จะเป็นความร้อนจากแหล่งต่างๆ เช่น ไมโครเวฟ คลื่นอัลตร้าซาวด์หรือเลเซอร์ และ คลื่นวิทยุ เป็นต้น ความร้อนจะมีผลทำให้ต่อมลูกหมากเหี่ยวและเล็กลงได้ ซึ่งการรักษาด้วยความร้อนปัจจุบันยังมีค่าใช้จ่ายที่ค่อนข้างสูงจึงยังไม่ค่อยเป็นที่นิยมมากนัก               5. ใช้ยาสมุนไพร …

อาการต่อมลูกหมากโตและแนวทางรักษา Read More »

รู้หรือไม่อาหารแก้ท้องผูกได้โดยเฉพาะท้องผูกในเด็ก

รู้หรือไม่อาหารแก้ท้องผูกได้โดยเฉพาะท้องผูกในเด็ก 

เชื่อว่าผู้ปกครองหลายบ้านน่าจะต้องเคยประสบกับปัญหาบุตรหลานในบ้านมีอาการท้องผูกกันอย่างแน่นอน นั่นก็เป็นเพราะว่าเด็กส่วนใหญ่นั้นไม่ค่อยชอบรับประทานผักหรือผลไม้ที่มีกากใยสูง ส่วนใหญ่แล้วมักจะชื่นชอบการรับประทานคาร์โบไฮเดรตและเนื้อสัตว์เป็นหลักทำให้พวกเขามักจะมีอาการปวดท้องท้องผูกเสมอ พฤติกรรมที่เราสามารถสังเกตเห็นได้ชัดคือจะมีการขับถ่ายน้อยกว่า 3 ครั้งในแต่ละสัปดาห์ มักปวดท้องเวลาขับถ่าย อึแข็งเป็นก้อน มีอาการขับถ่ายยาก บางคนถึงขั้นที่มีเลือดปนออกมาด้วยเลยทีเดียว วันนี้เราจึงจะพาทุกคนมาดูว่ามีอาหารแก้ท้องผูกอะไรบ้างที่เด็กสามารถรับประทานได้และช่วยรักษาอาการท้องผูกได้เป็นอย่างดี  รวมอาหารแก้ท้องผูกสำหรับเด็กให้รับประทานเพื่อการขับถ่ายที่คล่องมากขึ้น  เส้นพาสต้าแบบโฮลวีท เด็กนั้นชื่นชอบรับประทานแป้งหรือคาร์โบไฮเดรตกันอยู่แล้ว ดังนั้นเราลองทำอาหารที่มีส่วนผสมเป็นเส้นพาสต้าโฮลวีทแทนการรับประทานเส้นสีขาวแบบธรรมดาดู เพราะในเส้นโฮลวีทนั้นจะมีไฟเบอร์มากยิ่งขึ้นเป็นปริมาณถึง 70 กรัม ทำให้สามารถช่วยแก้อาการท้องผูกได้เป็นอย่างดี ป๊อปคอร์น อาหารแก้ท้องผูกที่เด็กต้องชื่นชอบอย่างแน่นอนเนื่องจากมันอร่อยและรับประทานง่าย มีงานวิจัยชี้ให้เห็นได้ชัดว่าการรับประทานป๊อปคอร์นเป็นประจำจะทำให้มีไฟเบอร์สูงกว่าคนที่ไม่รับประทาน 22 เปอร์เซ็นต์เลยทีเดียว แต่ควรระมัดระวังไม่ให้รับประทานที่มีรสหวานหรือเค็มจนเกินไป  ราสเบอรี่ ผลไม้ตระกูลเบอร์รี่ที่มีไฟเบอร์สูงเป็นอย่างมากหากเทียบกับผลไม้ธรรมดาทั่วไป โดยราสเบอรี่ 1 ถ้วยนั้นสามารถให้ไฟเบอร์ได้สูงถึง 8 กรัม หากบุตรหลานใครมีอาการท้องผูกแล้วมีความชื่นชอบรับประทานผลไม้เราขอแนะนำให้รับประทานผลไม้ชนิดนี้เลย โดยจะเอาไปผสมกับโยเกิร์ตหรือของหวานอย่างอื่นก็ได้เช่นเดียวกัน มันฝรั่ง ผักที่ 1 ช้อนสามารถให้ไฟเบอร์ในร่างกายเป็นจำนวนกว่า 1 ส่วน 4 ของปริมาณที่ควรได้รับในแต่ละวันสำหรับเด็ก 1 ช้อนให้ไฟเบอร์มากถึง 6 กรัมกันเลยทีเดียว ดังนั้นเด็กที่มีอาการท้องผูกจึงเหมาะสำหรับการรับประทานมันฝรั่งเป็นอย่างมาก แต่อย่างไรก็ตามควรทำให้สุกก่อนด้วยการต้มหรือการทอด แต่แนะนำให้ใช้วิธีการต้มเนื่องจากดีต่อสุขภาพมากกว่า ข้าวโอ๊ต ข้าวโอ๊ตที่ปรุงสุกแล้ว 1 ถ้วยสามารถให้ไฟเบอร์กับร่างกายของเราได้ 4 กรัม …

รู้หรือไม่อาหารแก้ท้องผูกได้โดยเฉพาะท้องผูกในเด็ก  Read More »