ตากุ้งยิง โรคใกล้ตัวที่เกิดขึ้นได้กับทุกเพศทุกวัย

ตากุ้งยิง โรคใกล้ตัวที่เกิดขึ้นได้กับทุกเพศทุกวัย วิธีลดน้ำหนัก อาหารลดน้ำหนัก ปวดหัว

ดวงตานั้นเป็นอวัยวะที่สำคัญมากในร่างกาย ต้องได้รับการดูแลและใส่ใจเป็นพิเศษ แต่ปัจจุบันนี้ก็มีโรคที่เกี่ยวข้องกับตาไม่น้อยเลยทีเดียว ไม่ว่าจะเป็น  ต้อหิน ต้อกระจก หรือรวมไปถึงโรคที่เกิดจากเชื้อแบคทีเรีย เช่นโรคตาแดง โรคตากุ้งยิง เป็นต้น ซึ่งโรคเหล่านี้ล้วนแล้วแต่มีความเสี่ยงที่อาจจำทำให้เราสูญเสียดวงตาของเราไปได้ทั้งนั้น โรคตากุ้งยิงก็เป็นอีกโรคหนึ่งที่เกิดจากเชื้อแบคทีเรีย ที่จะทำให้ตาของเราอักเสบบวมแดงและเป็นหนองเกิดขึ้น จำเป็นต้องได้รับการรักษาที่ถูกวิธี

สาเหตุของ โรคตากุ้งยิง

ตากุ้งยิง เป็นโรคที่เกิดจากการอักเสบ การติดเชื้อของแบคทีเรีย Staphylococcus sp. ทำให้บริเวณเปลือกตาอักเสบ บวมแดง เป็นตุ่มหนองเกิดขึ้น ซึ่งสามารถเกิดขึ้นได้ทั้งในตาและนอกตา โรคตากุ้งยิงถือเป็นโรคที่ไม่ร้ายแรงอะไรมากนัก หากไม่เกิดภาวะแทรกซ้อนอะไร อาการก็สามารถหายไปเองได้ ภายใน 2-3 วัน

อาการของ โรคตากุ้งยิง

  1. เปลือกตาอักเสบ บวม แดง มีตุ่มนูนคล้ายเม็ดสิวเกิดขึ้นได้ทั้งภายในและภายนอกเปลือกตา
  2. ดวงตามีมีสีแดง เกิดความรู้สึกเจ็บ ปวด
  3. มีหนองบริเวณที่อักเสบ
  4. มีน้ำตาไหลร่วมด้วย

โดยโรคตากุ้งยิง นั้นสามารถเกิดขึ้นได้ทั้งภายในและภายนอกเปลือกตา หากเกิดที่บริเวณภายนอกเปลือกตา อาการอักเสบนั้นจะรุนแรงกว่าภายใน อาจเกิดเป็นตุ่มหนอง สร้างความเจ็บปวดมากขึ้นเมื่อไปสัมผัสโดน พบมากบริเวณที่เป็นรูขุมขนของเปลือกตา หากเป็นภายในเปลือกตา ส่วนมากจะพบเพียงแค่ตุ่มนูนเกิดขึ้นเท่านั้นจะเจ็บปวดน้อยกว่าภายนอก เกิดจากการอุดตันและติดเชื้อของต่อม ไมโบเมียน ที่ทำหน้าที่ ผลิตไขมันเหลว

วิธีการรักษา โรคตากุ้งยิง

  1. รักษาด้วยตัวเอง โรคตากุ้งยิงสามารถรักษาให้หายเองได้ โดยใช้ผ้าชุบน้ำอุ่น ประคบบริเวณดวงตา ประมาณ 5-10 นาที ทำ 4-5 ครั้งต่อวัน อาการอักเสบจะค่อยๆดีขึ้น และหายไปเอง และหากใครมีหนองร่วมด้วย ห้ามเจาะหรือบีบหนองออกเด็ดขาด จะทำให้เกิดการอักเสบมากขึ้นกว่าเดิม อุณหภูมิที่สูงของน้ำอุ่นจะช่วยขับหนองให้ไหลออกมาเองได้
  2. พบแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ โรคตากุ้งยิงสามารถหายเองได้ภายในไม่กี่วัน แพทย์จะแนะนำให้ใช้สำลีเช็ดทำความสะอาดบริเวณที่อักเสบ หรือหากอักเสบไปที่เยื่อบุตาอาจให้ยาปฏิชีวนะ รวมถึงการผ่าตัดเอาตุ่ม คาลาเซียน ที่เป็นตุ่มนูนที่เปลือกตาออก เป็นต้น

โรคตากุ้งยิง ถึงแม้จะพบได้ทุกเพศทุกวัย แต่ก็สามารถรักษาให้หายได้ด้วยตนเอง โดยใส่ใจในเรื่องของความสะอาดเป็นหลัก หลีกเลี่ยงการจับหรือสัมผัสดวงตาหากไม่จำเป็น และหากใครต้องใส่คอนแทคเลนส์ก็ควรดูแลเรื่องความสะอาดเป็นพิเศษ ล้างมือให้สะอาดก่อนถอดและใส่ในทุกครั้ง      

วิดีโอเพิ่มเติม :

ตากุ้งยิง เกิดจากอะไร ? ต้องดู

#ตากุ้งยิง #โรคใกล้ตัว #โรคตาใกล้ตัว

อาหารที่พึงหลีกเลี่ยงเพื่อลดความเสี่ยงโรคหัวใจและโรคหลอดเลือดสมอง วิธีลดน้ำหนัก อาหารลดน้ำหนัก ปวดหัว

อาหารที่พึงหลีกเลี่ยงเพื่อลดความเสี่ยงโรคหัวใจและโรคหลอดเลือดสมอง

          อาหารที่อุดมไปด้วยมีเนื้อแดงและเนื้อสัตว์แปรรูป เมล็ดพืชขัดสี และเครื่องดื่มชนิดหวาน ซึ่งเกี่ยวข้องกับการอักเสบภายในร่างกายนั้น สามารถเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดโรคหัวใจและโรคหลอดเลือดสมอง ทั้งนี้เมื่อเทียบกับอาหารต้านการอักเสบทั้งนี้เป็นผลการศึกษาที่ตีพิมพ์ในวารสารวิทยาลัยโรคหัวใจแห่งสหรัฐอเมริกา และมีความสอดคล้องกับการศึกษาถึงผลดีของการรับประทานวอลนัทซึ่งเป็นอาหารต้านการอักเสบจะช่วยลดการอักเสบและความเสี่ยงโรคหัวใจ มีข้อมูลที่ยืนยันว่าการอักเสบอย่างเรื้อรังมีบทบาทสําคัญในการเกิดโรคหัวใจและโรคหลอดเลือดสมอง ทั้งนี้ สิ่งบ่งชี้การอักเสบทางชีวภาพเช่น อินเตอร์ลูกินส์  คีโมกินส์ และโมเลกุลยึดเกาะ มักพบในภาวะผนังหลอดเลือดแดงแข็งตัว ทั้งระยะต้นและปลาย การศึกษาก่อนหน้านี้ระบุว่าอาหารมีอิทธิพลต่อระดับการอักเสบ โดยมีอาหารเพื่อสุขภาพบางชนิดเช่นอาหารเมดิเตอร์เรเนียน (ซึ่งอุดมไปด้วยน้ำมันมะกอก  นัท ธัญพืชทั้งเมล็ด ผลไม้ และผัก  ประกอบกับการบริโภคอาหารทะเล  แล้วรับประทานนมและเนื้อแดงน้อย) ที่มีสิ่งบ่งชี้การอักเสบทางชีวภาพในระดับต่ำ และจะมีความเสี่ยงโรคหัวใจต่ำ แต่ทว่ามีการวิจัยน้อยมากที่มุ่งเน้นไปที่ว่าการติดตามการรับประทานอาหารที่ชักนำการอักเสบในระยะยาว เพื่อพิจารณาความเกี่ยวข้องกับอัตราการเพิ่มขึ้นของโรคหัวใจและโรคหลอดเลือดสมอง การศึกษาในระยะยาวเกี่ยวกับความเสี่ยงโรคหัวใจและโรคหลอดเลือดสมอง          ในการศึกษา  นักวิจัยใช้บุคคลเพศชายและหญิงที่มีข้อมูลสุขภาพที่ติดตามผลนาน 32 ปี  จากนั้นตัดบุคลที่ข้อมูลอาหารขาดหายไปหรือป่วยเป็นโรคหัวใจและโรคหลอดเลือดสมอง รวมถึงโรคมะเร็ง  จะเหลือจำนวนผู้เข้าร่วมมากกว่า 210,000 คน  โดยผู้เข้าร่วมจะถูกสํารวจทุก ๆ 4 ปีเพื่อตรวจสอบการบริโภคอาหาร   ทั้งนี้นักวิจัยได้พัฒนาค่าดัชนีอาหารเพื่อประเมินระดับการอักเสบที่เกี่ยวข้องกับการบริโภคอาหาร และพบว่า อาหารที่มีศักยภาพก่อการอักเสบที่สูงขึ้นนั้นเกี่ยวข้องกับอัตราที่เพิ่มขึ้นของโรคหัวใจและหลอดเลือด   ซึ่งผู้เข้าร่วมที่รับประทานอาหารชักนำให้เกิดการอักเสบมีความเสี่ยงต่อโรคหัวใจสูงถึง 46% และ ความเสี่ยงต่อโรคหลอดเลือดสมองสูงขึ้น 28% เมื่อเทียบกับผู้ที่บริโภคอาหารต้านการอักเสบ อาหารแนะนำเพื่อลดความเสี่ยงโรคหัวใจและโรคหลอดเลือดสมอง …

อาหารที่พึงหลีกเลี่ยงเพื่อลดความเสี่ยงโรคหัวใจและโรคหลอดเลือดสมอง Read More »

ยิ่งสูงวัย ร่างกายจะมีการเปลี่ยนแปลงยังไงบ้าง วิธีลดน้ำหนัก อาหารลดน้ำหนัก ปวดหัว

ยิ่งสูงวัย ร่างกายจะมีการเปลี่ยนแปลงยังไงบ้าง

ร่างกายของเราก็เหมือนเครื่องจักรที่มีการใช้งานอยู่ทุกวัน โดยเฉพาะในช่วงของวัยทำงานที่มีภาระต้องรับผิดชอบมากมาย ยิ่งสูงวัยขึ้นเรื่อย ๆ ร่างกายก็จะยิ่งเสื่อมสภาพลงเรื่อย ๆ เช่นกัน ทำให้โรคร้ายต่าง ๆ เริ่มถามเข้ามามากยิ่งขึ้น ยิ่งเข้าสู่วัยชรา การทำงานของฮอร์โมน และการซ่อมแซมส่วนต่าง ๆ ของร่างกายทั้งภายในและภายนอกก็จะช้าลง มาดูกันว่ายิ่งอายุมากขึ้นร่างกายจะเปลี่ยนแปลงยังไง อายุยิ่งมาก ร่างกายยิ่งเปลี่ยนแปลง                   1. ฮอร์โมนเพศผลิตน้อยลง หากเป็นผู้ชายจะเรียกว่าโรคเสื่อมสมรรถภาพทางเพศ สเปิร์มและไข่ไม่แข็งแรงทำให้การมีบุตรในช่วงนี้เป็นไปได้ยากขึ้นด้วย หากพบว่ามีผลต่อการใช้ชีวิตประจำวันควรพบแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ ให้คำแนะนำวินิจฉัยรักษา                   2. การเผาผลาญพลังงานลดลง ทำให้เกิดโรคอ้วนได้ง่าย แม้ว่าจะทานอาหารในปริมาณเท่าเดิมก็ตาม                   3. มีความเสี่ยงเกิดโรคร้ายต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นโรคเบาหวาน ความดันโลหิตสูง และโรคมะเร็ง ดังนั้นเมื่อสูงวัยขึ้นควรตรวจสุขภาพเป็นประจำทุกปี และหมั่นสังเกตอาการต่าง ๆ ของร่างกายตัวเองที่เกิดขึ้นด้วย หากพบความผิดปกติควรรีบเข้าพบแพทย์ทันที                   4. การเปลี่ยนแปลงภายนอก เมื่ออายุเริ่มเข้าสู่ในช่วง 30-40 ปีขึ้นไป สิ่งที่ทุกคนต้องเจอคือสภาพของร่างกายที่เปลี่ยนไป เช่น พุงยืน ทรวดทรงต่าง ๆ เริ่มหย่อนยาน ผิวหนังเหี่ยวย่น …

ยิ่งสูงวัย ร่างกายจะมีการเปลี่ยนแปลงยังไงบ้าง Read More »

6 โรคประจำตัวที่ห้ามบิน อันตรายถึงชีวิต วิธีลดน้ำหนัก อาหารลดน้ำหนัก ปวดหัว

6 โรคประจำตัวที่ห้ามบิน อันตรายถึงชีวิต

การเดินทางที่สะดวกและรวดเร็วที่สุดคือการโดยสารทางเครื่องบิน ซึ่งในปัจจุบันราคาก็ไม่สูงมากเท่ากับเมื่อก่อน เนื่องจากมีสายการบินขนาดเล็กมากมากมายให้เลือกใช้บริการ ทำให้ผู้คนส่วนใหญ่เลือกใช้การเดินทางเครื่องบินมากยิ่งขึ้น แต่หลายคนอาจจะมองข้ามในเรื่องของโรคประจำตัวหรืออาการต่าง ๆ ที่อาจจะเป็นอันตรายในระหว่างการเดินทาง และนี่คือ 6 โรคประจำตัวที่ห้ามบิน หากมีอาการหรือเป็นโรคเหล่านี้ควรระมัดระวังเป็นพิเศษเพราะอาจจะเป็นอันตรายถึงชีวิตโดยไม่รู้ตัว 6 โรคประจำตัว ที่ห้ามเดินทางโดยเครื่องบิน                   1. โรคหัวใจล้มเหลว หรือโรคหัวใจวายเรื้อรัง และโรคหัวใจขาดเลือด หากเป็นโรคนี้ควรระมัดระวังเป็นพิเศษ หากการดำเนินชีวิตยังคงเป็นไปอย่างปกติ ไม่มีอาการเจ็บหน้าอก เหนื่อยหอบ หรือหัวใจเต้นตามปกติ ในระยะ 1-2 เดือน เมื่อความจำเป็นต้องเดินทางยังพอทำได้ แต่หากมีอาการดังกล่าว ควรเว้นระยะหลังจากมีอาการเกิดขึ้นประมาณ 2-3 สัปดาห์ นอกจากนี้ควรปรึกษาแพทย์ และแจ้งทางสายการบินให้ได้รับทราบด้วย                   2. โรคความดันโลหิตสูง หากพบว่าตัวเองมีความดันตัวบนเกิน 160 MMHG ควรเข้ารับการรักษาก่อนเดินทาง และเตรียมยารักษาโรคประจำตัวให้พร้อมอยู่เสมอ เนื่องจากความกดอากาศภายในเครื่องบินอาจก่อให้เกิดอันตรายขึ้นได้                   3. โรคลมชัก เมื่อเป็นโรคนี้รุนแรงถึงขั้นควบคุมอาการไม่ได้ หรือผู้ที่กำลังพักฟื้นจากการผ่าตัดสมองไม่ควรเดินทางด้วยเครื่องบินเป็นอย่างยิ่ง หากมีความจำเป็นจริง ๆ ควรปรึกษาแพทย์เพื่อให้คำแนะนำ เพราะบนเครื่องบินจะมีออกซิเจนเบาบาง ทำให้เกิดภาวะพร่องออกซิเจน รวมถึงความอ่อนเพลีย ความวิตก …

6 โรคประจำตัวที่ห้ามบิน อันตรายถึงชีวิต Read More »

“คีโม” สามารถรักษามะเร็งได้ผลจริงหรือ? วิธีลดน้ำหนัก อาหารลดน้ำหนัก ปวดหัว

“คีโม” สามารถรักษามะเร็งได้ผลจริงหรือ?

            หลายคนอาจจะเคยเห็นผู้ป่วยโรคมะเร็งที่ส่วนใหญ่มักจะอยู่ในสภาพที่ร่างซูบหอมและผมร่วงจนต้องใส่หมวกปิดบังศีรษะของตัวเองที่ว่างเปล่านั้นไว้ สภาพของผู้ป่วยมะเร็งที่คุณเห็นกันไม่ได้มาจากโรคมะเร็งแต่อย่างใด แต่เป็นผลมาจากการทำคีโมซึ่งเป็นวิธีการรักษาเพื่อกำจัดเซลล์มะเร็งไม่ให้มีการเจริญเติบโตมากขึ้น โดยที่ทุกคนที่เป็นโรคมะเร็งต้องได้รับการรักษาเบื้องต้นไปจนถึงระยะสำคัญด้วยวิธีการทำคีโมเป็นสำคัญ แต่คุณคิดว่าคีโมสามารถรักษามะเร็งได้ผลจริงหรือ? แน่นอนว่า “ไม่ใช่คำตอบของการรักษาโรคมะเร็งที่แท้จริง”…เพราะอะไรเรามาดูกัน คีโมทำให้ร่างกายผู้ป่วยมะเร็งมีอาการแทรกซ้อนได้             คุณจะเห็นได้ว่าหลังจากที่ผู้ป่วยมะเร็งได้รับการทำคีโมแล้ว สภาพร่างกายของแต่ละคนก็จะเริ่มทรุดโทรมลงจากภาวะการปรับตัวของยาซึ่งจะมีการต้านเซลล์มะเร็งต่าง ๆ ในร่างกายของผู้ป่วย ด้วยฤทธิ์จากยาเคมีบำบัดคีโมนี้เองทำให้ฤทธิ์ของยาที่แรงมีการต่อต้านสารพิษหรือสิ่งแปลกปลอมต่าง ๆ ในร่างกายด้วย ไม่ว่าจะเป็นการรับประทานอาหารที่ชอบซึ่งไม่สามารถทำได้ เพราะจะส่งผลให้เกิดอาการคลื่นไส้และอาเจียน ไปจนถึงการทำกิจกรรมในชีวิตประจำวันต่าง ๆ ที่จะหยุดชะงักจากอาการข้างเคียงของยาทำให้ร่างกายของเราอ่อนเพลีย และบางรายก็มีอาการข้างเคียงอื่นตามมามากมายด้วย คีโมทำให้ร่างกายผู้ป่วยมะเร็งเกิดโรคภายในอื่นที่กำเริบออกมาได้             การทำคีโมอาจส่งผลกระตุ้นสิ่งแปลกปลอมในร่างกายมากมายออกมา นั่นย่อมรวมไปถึงโรคภายในที่เราไม่รู้มาก่อนซึ่งแฝงอยู่ในร่างกายทำให้ร่างกายผู้ป่วยมะเร็งที่เวลานี้ได้รับยาคีโมแล้วไปส่งให้อาการของโรคที่แฝงกำเริบขึ้นมาเสมือน “เสือที่เพิ่งหลุดออกจากการจำศีล” ทำให้นอกจากเราจะต้องต่อสู้กับอาการข้างเคียงของยาคีโมแล้ว ยังจะต้องต่อสู้กับอาการของโรคภายในแฝงที่มาจู่โจมเล่นงานอีกด้วย คีโมทำให้ร่างกายผู้ป่วยมะเร็งบรรเทาอาการได้ 60% เท่านั้น             แม้ว่าคีโมจะมีฤทธิ์ต่อต้านหรือทำลายเซลล์มะเร็งได้ แต่เซลล์มะเร็งนั้นย่อมสามารถเจริญเติบโตจนแตกตัวได้ตลอดเวลาและอาจเร็วกว่าที่ยาคีโมจะมีฤทธิ์ครอบคลุมถึง หากไม่ใช้การรักษาทำลายเซลล์ด้วยรังสีที่สามารถกำจัดเซลล์มะเร็งให้ตายได้แบบถอนรากถอนโคน การรักษาด้วยคีโมก็ยังจะมีผลแค่เพียง 60% เท่านั้น แม้ว่าคีโมจะช่วยรักษาโรคมะเร็งได้ไม่หายสนิทและยิ่งทำร่างกายก็ยิ่งอ่อนแรงมากขึ้น แต่ทั้งนี้ การรักษาด้วยคีโมในผู้ป่วยมะเร็งก็เป็นทางเลือกที่พร้อมที่สุดในประเทศไทยและมีค่าใช้จ่ายไม่สูงเหมือนการรักษาด้วยรังสีทำให้สามารถเข้าถึงผู้คนได้มาก เคมีบำบัด(คีโม) คืออะไร การรักษาและการดูแลตัวเองผู้ป่วยมะเร็ง รูปภาพประกอบ : Pixabay #คีโม #คีโมดีหรือไม่ดี #รู้จักคีโม

“ขากระตุกขณะนอนหลับ” ปัญหาที่ต้องรีบแก้ไขโดยด่วน วิธีลดน้ำหนัก อาหารลดน้ำหนัก ปวดหัว

“ขากระตุกขณะนอนหลับ” ปัญหาที่ต้องรีบแก้ไขโดยด่วน

            เบื่อหรือไม่กับการที่มีภาวะขากระตุกขณะนอนหลับมาเป็นอุปสรรคขัดขวางเวลาฝันดีของคุณในตอนกลางคืน เราเชื่อว่าหลายคนน่าจะเกิดภาวะนี้บ่อย ๆ จนเริ่มชาชิน แต่ก็รู้สึกรำคาญอยู่ดี แต่กับหลายคนก็อาจจะยังสงสัยว่าภาวะขากระตุกขณะนอนหลับเป็นอย่างไร วันนี้เราจึงอยากจะมาอธิบายภาวะขากระตุกขณะนอนหลับให้ทุกคนได้รู้จักเพื่อที่จะหาทางแก้ไข เพราะแท้จริงแล้วมันอาจเป็นสัญญาณอันตรายมากกว่าที่คุณคิด ลักษณะของภาวะขากระตุกขณะนอนหลับ             ภาวะขากระตุกขณะนอนหลับ หรือ Periodic Limb Movement Disorder (PLMD) เป็นภาวะที่กล้ามเนื้อขาเกิดการกระตุกราวกับถูกไฟช็อตและอาจมีการเคลื่อนไหวที่ทำให้มีการผิดรูปผิดร่างเป็นบางช่วง เช่น นิ้วเท้าหงิกงอ ขาถูกสะบัดให้ยกขึ้นและลงน้ำหนักอย่างแรง เป็นต้น และผลก็คือทำให้สติที่กำลังง่วงของผู้ที่อยู่ในภาวะนี้เกิดสะดุ้งตื่นอย่างกะทันหันและหัวใจก็เต้นแรงแบบถี่ ๆ ในบางราย ซึ่งมักจะเกิดกับคนที่อยู่ในช่วงร่างกายอ่อนแอ สุขภาพไม่ค่อยดี หรือมีอาการเจ็บป่วยจนร่างกายเมื่อยล้า สาเหตุของภาวะขากระตุกขณะนอนหลับ             ภาวะขากระตุกขณะนอนหลับเกิดจากการที่กล้ามเนื้อขาเกิดการกระตุกซ้ำ ๆ เป็นจังหวะในช่วงเวลาหนึ่งซึ่งมักเกิดตอนกลางคืน ระยะเวลามักจะมาในช่วง Non-Rem หรือช่วงที่จะสติของคนกำลังกึ่งหลับกึ่งตื้นจนถึงหลับลึก ซึ่งในช่วงนี้ระบบต่าง ๆ ในร่างกายจะทำงานช้าลงต่างจากช่วงที่มีสติครบถ้วนและมีภาวะร่างกายที่แข็งแรง             ฟังดูแล้วภาวะขากระตุกขณะนอนหลับอาจจะดูเหมือนไม่มีอะไรร้ายแรงเพราะเกิดแค่ชั่วพริบตาแล้วก็หยุดไป แต่ไม่ใช่กับทุกคน เพราะมันยังสามารถเป็นหนึ่งในสัญญาณของโรคเกี่ยวกับกล้ามเนื้อที่ผิดปกติและโรคร้ายอื่น ๆ ในระยะเริ่มต้นได้ เช่น โรคขาไม่อยู่สุข โรคหยุดหายใจขณะนอนหลับ โรคหัวใจ โรคอัมพาต เส้นประสาทไขสันหลังบาดเจ็บ หรือภาวะโลหิตจาง เป็นต้น ซึ่งหากเกิดติดต่อกันถี่ขึ้นเรื่อย …

“ขากระตุกขณะนอนหลับ” ปัญหาที่ต้องรีบแก้ไขโดยด่วน Read More »

ง่วงนอนตลอดเวลา ปกติหรือกำลังมีโรคร้ายแฝง วิธีลดน้ำหนัก อาหารลดน้ำหนัก ปวดหัว

ง่วงนอนตลอดเวลา ปกติหรือกำลังมีโรคร้ายแฝง

หลาย ๆ คนอาจมีอาการง่วงนอนตลอดเวลา พอตกตอนบ่ายเริ่มมีอาการตาปรือ อยากงีบ บางครั้งต้องลุกไปชงกาแฟสักแก้วเพื่อแก้งง่วง หากเกิดอาการแบบนี้นาน ๆ ครั้งก็คงไม่มีปัญหาอะไร แต่หากมีอาการง่วงนอนทุกวันตั้งแต่เช้ายันเย็นเราต้องเช็คแล้วว่าเกิดจากอะไร ซึ่งส่วนใหญ่ที่พบมักอาจเกิดจากพฤติกรรมการนอนดึก ส่งผลโดยตรงต่อสุขภาพ และที่ร่างกายแสดงอาการเหล่านี้อาจบ่งบอกว่ากำลังมีโรคร้ายแฝงเข้ามา ลองดูว่ามีโรคอะไรบ้างที่มักมากับการง่วงนอน ง่วงนอนบ่อย อาจมีโรคร้ายแฝง โดยไม่รู้ตัว                   1. โรคนอนไม่หลับ ตอนกลางคืนนอนไม่หลับส่งผลให้กลางวันจะมีอาการง่วงนอน หรือบางครั้งนอนดึก ๆ อาจมาจากการที่ต้องทำงานหนัก ทำงานเยอะ เกิดอาการกังวล และเครียดจนนอนไม่หลับเกิดขึ้นได้ ดังนั้นควรผ่อนคลายจิตใจ ไม่ให้เกิดความเครียด ลดการทำงานในเวลากลางคืนลง แต่หากมีอาการเรื้อรังควรรีบปรึกษาแพทย์                   2. โรคอ่อนเพลียอ่อนล้าเรื้อรัง เมื่อนอนไม่หลับเป็นระยะเวลานาน ร่างกายจะสะสมความอ่อนเพลียเพิ่มมากขึ้นเรื่อย ๆ ทำให้มีอาการเพลีย อ่อนล้า ง่วงนอน สมองทำงานไม่เต็มที่ส่งผลให้ความจำไม่ดี ปวดหัว ปวดเมื่อยตามกล้ามเนื้อ และนอนหลับไม่สนิท ซึ่งโรคนี้อาจเกิดจากการบริโภคประเภทแป้งและน้ำตาลมากจนเกินไปร่วมด้วย                   3. โรคเบาหวาน การทานแป้งและน้ำตาลในปริมาณมาก อาจทำให้ง่วงนอนเกิดขึ้นได้ นอกจากจะทำให้เป็นโรคอ่อนล้าเรื้อรังแล้ว อาจจะมีโรคเบาหวานตามมาอีกด้วย สาเหตุมาจากปริมาณน้ำตาลในเลือดเพิ่มสูงขึ้น ซึ่งการง่วงนอนตลอดเวลาเป็นสัญญาณแรก ๆ …

ง่วงนอนตลอดเวลา ปกติหรือกำลังมีโรคร้ายแฝง Read More »

เฮอร์แปงไจน่า โรคระบาดที่น่ากลัวในเด็กเล็ก วิธีลดน้ำหนัก อาหารลดน้ำหนัก ปวดหัว

เฮอร์แปงไจน่า โรคระบาดที่น่ากลัวในเด็กเล็ก

การควบคุมความสะอาดในเด็กๆนั้นไม่ใช่เรื่องง่าย ยิ่งในเด็กเล็กแล้วล่ะก็ ต้องดูแลความสะอาดเป็นพิเศษ  โดยเฉพาะในวัยเรียนที่จะต้องมาอยู่รวมกันเป็นเวลานาน ปัจจุบันมีเชื้อไวรัสมากมายที่แพร่ระบาดในเมืองไทย และอีกโรคหนึ่งที่ร้ยแรงและน่ากลัวในเด็กเล็กก็คือ โรคระบาด เฮอร์แปงไจน่า แม่ๆคนไหนที่มีลูกอยู่ในวัยเรียนควรศึกษาโรคระบาดนี้เพื่อป้องกันและเฝ้าระวังบุตรหลานของท่านให้ห่างไกลจากโรคระบาดนี้ โรค เฮอร์แปงไจน่า มีสาเหตุมาจาก การติดเชื้อไวรัส ซึ่งเป็นโรคติดต่อที่สามารถควบคุมได้ยากในเด็กเล็ก โรคเฮอร์แปงไจน่า มีลักษณะเป็นตุ่มแผลพุพองในปากเด็ก ลักษณะอาการเดียวกับ โรค มือ เท้า ปาก ซึ่งเชื้อไวรัสตัวนี้สามารถแพร่กระจายผ่านละอองฝอยที่ได้รับทางอากาศได้ เช่น การไอ จาม จากเด็กที่ติดเชื้อ ไปสู่เด็กปกติ ก็สามารถลุกลามกลายเป็นโรค ได้อย่างง่ายดาย ซึ่งเด็กที่อยู่ในวัย 3-10 ขวบ ถือเป็นกลุ่มเสี่ยงของโรคนี้ อาการของโรค เฮอร์แปงไจน่า เด็กที่ติดเชื้อไวรัสโรคนี้จะมีอาการ เจ็บคออย่างรุนแรง ลักษณะคอแดง มีแผล ตุ่มใสๆ คล้ายร้อนใน ที่บริเวณเพดานปาก ลิ้นไก่ กระพุ้งแก้ม หรือรวมไปถึงโคนลิ้น นอกจากนี้ยังพบว่ามีไข้สูงอย่างเฉียบพลันอีกด้วย อาการถือว่ารุนแรงและทรมานพอสมควร วิธีการดูแลรักษาเด็กๆที่เป็นโรค เฮอร์แปงไจน่า โรคนี้ยังไม่มียาเฉพาะที่จะสามารถรักษาได้โดยตรง แต่จะใช้เป็นการดูแลตามอาการไป เช่น เช็ดตัว  ทานยาลดไข้เพื่อไม่ให้ไข้สูงเกินไป อาจใช้ยากแก้ปวดหากมีอาการ …

เฮอร์แปงไจน่า โรคระบาดที่น่ากลัวในเด็กเล็ก Read More »

“โรคหลายอัตลักษณ์ (DID)” บุคลิกหลายด้านในร่างเดียวที่คุณต้องระวัง วิธีลดน้ำหนัก อาหารลดน้ำหนัก ปวดหัว

“โรคหลายอัตลักษณ์ (DID)” บุคลิกหลายด้านในร่างเดียวที่คุณต้องระวัง

            คุณอาจจะเคยได้ยินคำว่า “ไบโพลาร์” ซึ่งเป็นโรคทางจิตเวชเกี่ยวกับการทำให้บุคคลมีอารมณ์แปรปรวน 2 ด้าน ทั้งอารมณ์ดีก่อนจะเปลี่ยนเป็นอารมณ์ร้ายเสมือนเป็นอีกคนหนึ่งอย่างรวดเร็ว แต่ส่วนน้อยที่จะมีคนรู้จักกับ “โรคหลายอัตลักษณ์ (DID)” ซึ่งเป็นหนึ่งในโรคทางจิตเวชที่น่าสนใจศึกษามาก เพราะโรคนี้ทำให้เราได้รู้ว่าในบุคคลหนึ่งสามารถซ่อนความซับซ้อนของจิตและตัวตนได้อย่างมากมายหลากหลาย และเมื่อถึงจุดเปลี่ยนของชีวิต มันก็อาจจะถูกเปิดเผยออกมาในรูปแบบคนหลายตัวตนได้จนน่าตกใจ และไม่มีใครที่อยากจะอยู่กับตัวตนที่มีหลากหลายแน่นอน “โรคหลายอัตลักษณ์ (DID)” คือโรคอะไร?             “โรคหลายอัตลักษณ์ (DID)” หรือเรียกเป็นภาษาอังกฤษว่า “Dissociative Identity Disorder (DID)” เป็นโรคทางจิตเวชประเภทหนึ่งที่บุคคลหนึ่งสามารถแสดงบุคลิกออกมาได้หลากหลายมากกว่า 1 ผลัดเปลี่ยนกันออกมาใช้ชีวิตตามวาระและโอกาสที่จิตเป็นตัวกำหนด เมื่อมีบุคลิกหนึ่งถูกแสดงออกมาทั้งความคิดและพฤติกรรมที่มีต่อตัวเองและผู้อื่น บางคนจะไม่สามารถจดจำเรื่องราวที่เกิดขึ้นได้หลังจากถูกผลัดเปลี่ยนไปเป็นอีกบุคลิกหนึ่ง แต่ในบางคนก็อาจจะถูกปลุกบุคลิกขึ้นมาเพื่อเป็นอีกคนในการช่วยปกป้องอีกตัวตนที่เริ่มอ่อนแอได้ แม้แต่ชื่อเรียกตัวเองก็ยังเปลี่ยนเมื่อบุคลิกเปลี่ยน คนที่เป็นโรคหลายอัตลักษณ์บางรายก็มีเพียง 2 อัตลักษณ์ แต่บางรายอาจมีเกือบ 10 อัตลักษณ์ในร่างเดียวได้ สาเหตุการเกิด “โรคหลายอัตลักษณ์ (DID)”             สาเหตุของผู้ที่เป็น “โรคหลายอัตลักษณ์ (DID)” จากการวิจัยพบว่าส่วนใหญ่ล้วนเกิดจากสภาวะทางจิตใจของบุคคลนั้นที่ถูกกระทบกระเทือนอย่างหนักตั้งแต่ในอดีตจนสะสมรุนแรงทั้งทางกายและทางจิตใจ เช่น บุคคลที่รักเสียชีวิตหมด ,การโดนทารุณกรรม และความรู้สึกผิดที่ประเดประดังเข้ามามีผลกระทบให้สะเทือนใจสูงจนรับไม่ได้ เป็นต้น ทำให้บุคคลนั้นมีอาการทางจิตที่เต็มไปด้วยความเศร้า ความกลัว หวาดระแวง …

“โรคหลายอัตลักษณ์ (DID)” บุคลิกหลายด้านในร่างเดียวที่คุณต้องระวัง Read More »

ท่อน้ำตาอุดตัน เกิดจากอะไร อันตรายแค่ไหน วิธีลดน้ำหนัก อาหารลดน้ำหนัก ปวดหัว

ท่อน้ำตาอุดตัน เกิดจากอะไร อันตรายแค่ไหน

ภาวะของท่อน้ำตาอุดตัน พบได้ทั้งในเล็กทารกแรกเกิดไปจนถึงผู้ใหญ่ เป็นการอุดตันในท่อน้ำตา ทำให้น้ำตาระบายออกไม่ได้ จึงส่งผลให้มีน้ำตาไหลหรือคลอบริเวณดวงตาตลอดเวลา ซึ่งในเด็กทารกจะหายได้เอง แต่มีบางส่วนที่มีอาการจนเป็นผู้ใหญ่หากปล่อยทิ้งไว้จนเกิดความรุนแรงจะทำให้เกิดการระคายเคืองและอักเสบจนกลายเป็นหนอง หรืออาจลุกลามเข้าไปในดวงตาจนติดเชื้อในตาได้ การอุดตันในท่อน้ำตา สาเหตุมาจากอะไร                   สาเหตุส่วนใหญ่เกิดจากการอุดตันบริเวณปลายท่อน้ำตา โดยในทารกแรกเกิดจะมีเยื่อบาง ๆ ปิดอยู่ตรงปลายของท่อน้ำตา ส่งผลให้น้ำนาไหลออกไม่ได้ แต่เยื่อชนิดนี้จะหายไปเองภายในหนึ่งเดือน อาการนี้พบในทารกมากกว่า 5 เปอร์เซ็นต์ แต่จะกลับมาเป็นปกติมากกว่า 90 เปอร์เซ็นต์ ภายในหนึ่งปีหลังคลอด  มีเพียงส่วนน้อยเท่านั้นที่ยังมีการอุดตันของท่อน้ำตาติดตัวมาจนเป็นผู้ใหญ่ซึ่งสาเหตุที่การเกิดอาการผิดปกตินี้ยังไม่ทราบอย่างแน่ชัด ส่วนมากพบในผู้หญิงมากกว่าร้อยละ 80 ในส่วนของผู้ชายส่วนใหญ่เกิดจากอุบัติเหตุเป็นหลัก โดยผู้สูงอายุก็มีโอกาสเกิดโรคนี้ได้เช่นกัน บางรายที่ทราบสาเหตุพบว่าเกิดมาจากการเข้ารับการผ่าตัดหรือฉายรังสีบริเวณโพรงจมูกเรียบร้อยแล้วเกิดการอุดตันของท่อน้ำตาภายหลัง ในส่วนของผู้ที่ประสบอุบัติเหตุที่บริเวณกระดูกแตกบริเวณใบหน้าส่วนกลาง หรือมีการฉีกขาดของหนังตาตรงบริเวณหัวตาก็ส่งผลให้เกิดท่อน้ำตาอุดตันได้ มีเพียงส่วนน้อยเท่านั้นที่เกิดจากเนื้องอก และการอักเสบทางเดินของน้ำตา นอกจากผู้ที่เป็นโรคภูมิแพ้ก็อาจจะมีอาการได้เช่นกัน ดังนั้นหากมีอาการดังกล่าวไว้ข้างต้นควรรีบแพทย์ เพื่อทำการวินิจฉัยรักษาในทันที ปล่อยทิ้งไว้ อันตรายแค่ไหน               ส่วนมากอาการท่อน้ำตาอุดตันนี้ จะไม่เป็นอันตราย การอุดตันจะทำให้น้ำตา เมือก เชื้อโรคต่าง ๆ สะสมอยู่ในท่อน้ำตา เมื่อมีอาการน้ำตาไหลบ่อย ๆ จะก่อให้เกิดความรำคาญกับผู้ป่วย บางรายอาจอักเสบจนเป็นหนองเกิดขึ้น สำหรับผู้ป่วยต้อกระจกหรือต้อหินที่มีอาการนี้ร่วมด้วย หากต้องเข้ารับการผ่าตัด แพทย์จะให้รักษาท่อน้ำตาให้หายอุดตันก่อนเป็นอันดับแรก เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดการติดเชื้อระหว่างการผ่าตัดนั่นเอง …

ท่อน้ำตาอุดตัน เกิดจากอะไร อันตรายแค่ไหน Read More »