อาหารที่ผู้ป่วยเบาหวานไม่ควรรับประทาน

อาหารที่ผู้ป่วยเบาหวานไม่ควรรับประทาน

โรคเบาหวานเป็นโรคที่เกิดจากร่างกายของผู้ป่วยมีระดับน้ำตาลในกระแสเลือดมากจนเกินไป สาเหตุมาจากความผิดปกติของอวัยวะภายในร่างกาย ที่ไม่สามารถผลิตฮอร์โมนอินซูลิน ที่มีหน้าที่ในการนำน้ำตาลในกระแสเลือดไปใช้ตามส่วนต่างๆ ของร่างกาย ได้อย่างพอเพียง ทำให้มีน้ำตาลตกค้างอยู่ในกระแสเลือดในปริมาณมากกว่าปกติ การรักษาในระยะแรกจะเป็นการกินยาเม็ด และการใช้สมุนไพรร่วมด้วยแต่จะให้ได้ผลดีผู้ป่วยจำเป็นจะต้องหลีกเลี่ยงอาหารประเภทแป้งและน้ำตาล เพราะอาหารประเภทนี้เมื่อรับประทานเข้าไปแล้วจะยิ่งทำให้ระดับน้ำตาลในกระแสเลือดมีมากขึ้นไปกว่าเดิม สำหรับอาหารที่ผู้ป่วยโรคเบาหวานไม่ควรรับประทานหรือควรบริโภคให้น้อยที่สุด เช่น 

1. ผักบางชนิดที่มีส่วนประกอบของแป้ง เพราะเมื่อเรารับประทานเข้าไปแล้ว ร่างกายจะทำการเปลี่ยนแป้งให้เป็นน้ำตาล จึงอาจมีผลทำให้น้ำตาลในกระแสเลือดของผู้ป่วยสูงขึ้นได้ สำหรับผักที่มีส่วนประกอบของแป้งอยู่เป็นจำนวนมากนั้น ยกตัวอย่างเช่น  กลอย เผือก กระจับ แห้วจีน มันเทศ  ใบขี้เหล็ก เป็นต้น 

2. ผลไม้ที่มีรสชาติหวาน บ้านเรามีผลไม้อยู่หลายชนิด และผลไม้ก็มีประโยชน์หลายอย่างต่อสุขภาพร่างกาย แต่สำหรับผู้ป่วยเบาหวานถ้าต้องการรับประทานผลไม้ควรเลือกรับประทานผลไม้ที่ไม่มีรสชาติหวานมาก เพราะผลไม้ที่มีรสชาติหวานจะมีส่วนประกอบของน้ำตาลเป็นจำนวนมาก เช่น ทุเรียน มะม่วงสุก เงาะ ลำไย ขนุน องุ่น น้อยหน่า ลิ้นจี่ อ้อย เป็นต้น 

3. ลดการรับประทานอาหารที่มีรสชาติเค็มจัด โดยเฉพาะผู้ป่วยเบาหวานที่มีโรคความดันโลหิตสูง นอกจากนี้แล้วเครื่องปรุงรสต่างๆ ก็ควรบริโภคในปริมาณที่น้อยลงด้วย เช่น ซอส ซีอิ้ว น้ำปลา เกลือ ของหมักดอง ซอสมะเขือเทศ ผงชูรส และของขบเคี้ยว  เพราะในขนมขบเคี้ยวมักมีส่วนประกอบของผงชูรสเป็นจำนวนมาก 

4. อาหารประเภทแป้งก็ควรบริโภคให้น้อยลง หรือให้หันมาเลือกรับประทานแป้งที่ได้จากธัญพืชที่ไม่ขัดสีแทน เช่น ข้าวสาลี  ข้าวซ้อมมือ ข้าวกล้อง ข้าวโพด  ข้าวบาเล่ย์น์  ข้าวฟ่าง ลูกเดือย ข้าวโอ๊ต เป็นต้น 

5. หลีกเลี่ยงการใช้น้ำมันที่ได้จากสัตว์ในการประกอบอาหาร แต่ให้เปลี่ยนมาใช้น้ำมันที่ได้จากพืชแทน เพราะน้ำมันเหล่านี้จะเป็นน้ำมันที่มีไขมันไม่อิ่มตัว เช่น น้ำมันรำข้าว น้ำมันดอกทานตะวัน น้ำมันถั่วเหลือง น้ำมันมะกอก เป็นต้น 

6. ควรงดดื่มเครื่องดื่มที่มีส่วนผสมของแอลกอฮอล์ทุกชนิด เพราะจะมีส่วนทำให้อวัยวะภายในร่างกายของผู้ป่วยยิ่งเสื่อมสภาพเร็วมากขึ้น และส่งผลทำให้ผู้ป่วยเกิดภาวะแทรกซ้อนจากโรคต่างๆ ได้ง่ายขึ้นอีกด้วย และแอลกอฮอล์ยังส่งผลให้การใช้ยารักษาโรคเบาหวาน ไม่ได้ผลดีเท่าที่ควร

การหลีกเลี่ยงรับประทานอาหารต่างๆ ดังที่กล่าวมา หรือพยายามบริโภคให้น้อยลง จะมีส่วนช่วยทำให้ผู้ป่วยสามารถควบคุมระดับน้ำตาลในกระแสเลือดไม่ให้สูงจนเกินไปได้ และจะทำให้การรักษาโรคเบาหวานได้ผลดียิ่งขึ้น

เครดิตภาพ :  health.kapook.com

#ความรู้เรื่องโรค #อาหารผู้ป่วย #รักสุขภาพ

อาการต่อมลูกหมากโตและแนวทางรักษา

อาการต่อมลูกหมากโตและแนวทางรักษา

สำหรับอาการต่อมลูกหมากโตสามารถพบได้ในเพศชายที่อยู่ในวัยกลางคนขึ้นไป และที่สำคัญผลการวิจัยยังระบุด้วยว่าพบได้ในเพศชายประมาณเกือบ 80% โดยเมื่ออายุเริ่มมากขึ้นหรือประมาณ 45 ปี ขึ้นไป ต่อมลูกหมากจะค่อยๆ ขยายตัวขึ้นจนไปเบียดท่อปัสสาวะ และทำให้ปัสสาวะติดขัดจนถึงไม่ออก ซึ่งในปัจจุบันมีแนวทางการรักษาอยู่ 3 แนวทาง ได้แก่ ใช้ยาแผนปัจจุบัน การผ่าตัด และการใช้สมุนไพร โดยจะมีลักษณะแนวทางรักษาดังต่อไปนี้ 1. ระยะเฝ้าดูอาการ จะเป็นในช่วงที่อาการยังเป็นไม่มาก รวมทั้งยังไม่เกินอาการแทรกซ้อน การเฝ้าดูเพื่อประเมินผลว่าต่อมลูกหมากจะโตจนกลายเป็นปัญหาสุขภาพในอนาคตหรือไม่ จากนั้นจึงหาแนวทางการรักษาต่อไป  2. รักษาด้วยยาแผนปัจจุบัน จะใช้รักษาสำหรับผู้ที่ยังมีอาการน้อยไปจนถึงระดับปานกลาง และการรักษาในขั้นตอนนี้จะต้องแน่ใจด้วยว่าผู้ป่วยไม่ได้เป็นมะเร็งต่อมลูกหมาก ลักษณะการรักษาแพทย์จะให้รับประทานยาช่วยลดขนาดต่อมลูกหมาก ซึ่งตัวยาจะเป็นเอนไซม์ชนิดหนึ่งที่จะเข้าไปต่อต้านสารที่ทำให้ต่อมลูกหมากโต จึงช่วยให้ขนาดของต่อมลูกหมากเล็กลงได้ แต่ยาแผนปัจจุบันอาจมีผลข้างเคียงเช่น เสื่อมสมรรถภาพทางเพศ ความดันโลหิตต่ำ และยาบางกลุ่มยังบดบังผลของมะเร็งต่อมลูกหมากอีกด้วย  3. รักษาด้วยวิธีผ่าตัด จะใช้ในกรณีที่ผู้ป่วยมีอาการมากและมีภาวะแทรกซ้อนเกิดขึ้น การผ่าตัดในปัจจุบันสามารถทำได้หลายวิธีแต่ที่นิยม คือการส่องกล้องไปทางท่อปัสสาวะ เพื่อทำการตัดต่อมลูกหมากออกทางปัสสาวะ หรือการเปิดหน้าท้องในการผ่าตัด     4. การใช้ความร้อนในการรักษา จะเป็นความร้อนจากแหล่งต่างๆ เช่น ไมโครเวฟ คลื่นอัลตร้าซาวด์หรือเลเซอร์ และ คลื่นวิทยุ เป็นต้น ความร้อนจะมีผลทำให้ต่อมลูกหมากเหี่ยวและเล็กลงได้ ซึ่งการรักษาด้วยความร้อนปัจจุบันยังมีค่าใช้จ่ายที่ค่อนข้างสูงจึงยังไม่ค่อยเป็นที่นิยมมากนัก               5. ใช้ยาสมุนไพร …

อาการต่อมลูกหมากโตและแนวทางรักษา Read More »

รู้หรือไม่อาหารแก้ท้องผูกได้โดยเฉพาะท้องผูกในเด็ก

รู้หรือไม่อาหารแก้ท้องผูกได้โดยเฉพาะท้องผูกในเด็ก 

เชื่อว่าผู้ปกครองหลายบ้านน่าจะต้องเคยประสบกับปัญหาบุตรหลานในบ้านมีอาการท้องผูกกันอย่างแน่นอน นั่นก็เป็นเพราะว่าเด็กส่วนใหญ่นั้นไม่ค่อยชอบรับประทานผักหรือผลไม้ที่มีกากใยสูง ส่วนใหญ่แล้วมักจะชื่นชอบการรับประทานคาร์โบไฮเดรตและเนื้อสัตว์เป็นหลักทำให้พวกเขามักจะมีอาการปวดท้องท้องผูกเสมอ พฤติกรรมที่เราสามารถสังเกตเห็นได้ชัดคือจะมีการขับถ่ายน้อยกว่า 3 ครั้งในแต่ละสัปดาห์ มักปวดท้องเวลาขับถ่าย อึแข็งเป็นก้อน มีอาการขับถ่ายยาก บางคนถึงขั้นที่มีเลือดปนออกมาด้วยเลยทีเดียว วันนี้เราจึงจะพาทุกคนมาดูว่ามีอาหารแก้ท้องผูกอะไรบ้างที่เด็กสามารถรับประทานได้และช่วยรักษาอาการท้องผูกได้เป็นอย่างดี  รวมอาหารแก้ท้องผูกสำหรับเด็กให้รับประทานเพื่อการขับถ่ายที่คล่องมากขึ้น  เส้นพาสต้าแบบโฮลวีท เด็กนั้นชื่นชอบรับประทานแป้งหรือคาร์โบไฮเดรตกันอยู่แล้ว ดังนั้นเราลองทำอาหารที่มีส่วนผสมเป็นเส้นพาสต้าโฮลวีทแทนการรับประทานเส้นสีขาวแบบธรรมดาดู เพราะในเส้นโฮลวีทนั้นจะมีไฟเบอร์มากยิ่งขึ้นเป็นปริมาณถึง 70 กรัม ทำให้สามารถช่วยแก้อาการท้องผูกได้เป็นอย่างดี ป๊อปคอร์น อาหารแก้ท้องผูกที่เด็กต้องชื่นชอบอย่างแน่นอนเนื่องจากมันอร่อยและรับประทานง่าย มีงานวิจัยชี้ให้เห็นได้ชัดว่าการรับประทานป๊อปคอร์นเป็นประจำจะทำให้มีไฟเบอร์สูงกว่าคนที่ไม่รับประทาน 22 เปอร์เซ็นต์เลยทีเดียว แต่ควรระมัดระวังไม่ให้รับประทานที่มีรสหวานหรือเค็มจนเกินไป  ราสเบอรี่ ผลไม้ตระกูลเบอร์รี่ที่มีไฟเบอร์สูงเป็นอย่างมากหากเทียบกับผลไม้ธรรมดาทั่วไป โดยราสเบอรี่ 1 ถ้วยนั้นสามารถให้ไฟเบอร์ได้สูงถึง 8 กรัม หากบุตรหลานใครมีอาการท้องผูกแล้วมีความชื่นชอบรับประทานผลไม้เราขอแนะนำให้รับประทานผลไม้ชนิดนี้เลย โดยจะเอาไปผสมกับโยเกิร์ตหรือของหวานอย่างอื่นก็ได้เช่นเดียวกัน มันฝรั่ง ผักที่ 1 ช้อนสามารถให้ไฟเบอร์ในร่างกายเป็นจำนวนกว่า 1 ส่วน 4 ของปริมาณที่ควรได้รับในแต่ละวันสำหรับเด็ก 1 ช้อนให้ไฟเบอร์มากถึง 6 กรัมกันเลยทีเดียว ดังนั้นเด็กที่มีอาการท้องผูกจึงเหมาะสำหรับการรับประทานมันฝรั่งเป็นอย่างมาก แต่อย่างไรก็ตามควรทำให้สุกก่อนด้วยการต้มหรือการทอด แต่แนะนำให้ใช้วิธีการต้มเนื่องจากดีต่อสุขภาพมากกว่า ข้าวโอ๊ต ข้าวโอ๊ตที่ปรุงสุกแล้ว 1 ถ้วยสามารถให้ไฟเบอร์กับร่างกายของเราได้ 4 กรัม …

รู้หรือไม่อาหารแก้ท้องผูกได้โดยเฉพาะท้องผูกในเด็ก  Read More »

วิธีบริหารเท้าในผู้ป่วยเบาหวาน

วิธีบริหารเท้าในผู้ป่วยเบาหวาน

การบริหารเท้าจะเป็นสิ่งที่ควรทำเป็นอย่างยิ่งในผู้ป่วยที่มีเกิดภาวะแทรกซ้อนทางปลายประสาท และมีอาการชาที่เท้า สำหรับอาหารชาที่เท้าจะเกิดจากในกรณีที่เลือดไม่สามารถส่งมาเลี้ยงที่บริเวณเท้าได้อย่างสะดวก สาเหตุจะเกิดจากการที่ผู้ป่วยมีระดับน้ำตาลในกระแสเลือดสูง จนเกิดการอุดตันในหลอดเลือด สำหรับท่าที่ใช้ในการบริหารเท้าจะมีส่วนช่วยทำให้ระบบเลือดไหลเวียนดีขึ้น จึงสามารถช่วยทำให้อาการชาที่เท้าลดลงได้ สำหรับการบริหารเท้าจะมีวิธีต่างๆ ดังนี้  5. ท่ายกส้นเท้า  เป็นท่าที่ทำสลับกับท่ากระดกปลายเท้า ท่านี้ให้ผู้ป่วยกดปลายเท้าลงและทำการยกบริเวณเส้นเท้าขึ้น พร้อมกันทั้งสองครั้ง ให้ทำการยกส้นเท้าขึ้นลงเป็นจำนวน 10 ครั้ง  6. ท่าหมุนปลายเท้า  สำหรับท่านี้ให้ผู้ป่วยกดเส้นเท้าลงและกระดกปลายเท้าขึ้นจากนั้นให้หมุนเป็นวงกลม โดยหมุนให้ได้ทั้งหมด 10 ครั้ง ทั้งสองข้าง  7. ท่าหมุนส้นเท้า  โดยให้ผู้ป่วยยกเส้นเท้าขึ้นและกดปลายเท้าลง จากนั้นให้ทำการหมุนเป็นวงกลมให้ได้ 10 ครั้ง ท่านี้อาจจะทำทีละข้าง หรือสามารถทำพร้อมกันทั้งสองข้างก็ได้เช่นกัน  8. ท่างุ้มฝ่าเท้า  ให้ผู้ป่วยยกขาขึ้นเหยียดให้ตรงและทำการงุ้มฝ่าเท้าเข้าหาตัว โดยให้ทำสลับขาซ้ายขวา เป็นจำนวน 10 ครั้ง  การบริหารเท้าและสำรวจเท้าทุกวัน จะช่วยทำให้ผู้ป่วยหมดกังวลในการเกิดปัญหาแผลเบาหวานเท้า และช่วยลดอาการชาบริเวณปลายเท้าได้ นอกจากนี้แล้วผู้ป่วยก็อย่าลืมดูแลทำความสะอาดเท้าอย่างสม่ำเสมอและเลือกสวมรองเท้าที่เหมาะสม รวมทั้งควรไปพบแพทย์เพื่อตรวจเท้าเป็นประจำหรือตามนัด เครดิตภาพ : sanook.com, nivea.co.th #รักสุขภาพ #ผู้ป่วยเบาหวาน #การดูแลตัวเอง

การติดต่อของโรคไข้หวัดใหญ่

การติดต่อของโรคไข้หวัดใหญ่

ไข้หวัดใหญ่จะมีความแตกต่างจากไข้หวัดธรรมดา เพราะจะมีความรุนแรงมากกว่า สำหรับเชื้อไวรัสที่เป็นสาเหตุของโรคจะเป็นเชื้อที่มีชื่อว่า ไวรัสอินฟลูเอนซา (influenza virus) โดยไวรัสตัวนี้จะถูกแยกออกเป็น 3 ชนิด ได้แก่ ชนิดเอ บี และซี และทั้งสามชนิดนี้ยังมีการแยกย่อยออกไปได้อีกหลายสายพันธุ์ แต่ที่พบระบาดมากที่สุดในบ้านเรา จะเป็นชนิดเอ แต่ก็ยังมีโอกาสในการกลายพันธุ์กันได้อีกด้วย และเมื่อเกิดการกลายพันธุ์ขึ้น อาการของโรคก็จะทวีความรุนแรงมากขึ้นตามไปด้วย โดยอาการอาจจะทำให้ผู้ป่วยถึงแก่เสียชีวิตได้ โรคนี้ยังเป็นโรคติดต่อชนิดหนึ่ง ที่ค่อนข้างจะติดง่าย โดยมีวิธีในการติดต่อของโรคดังนี้  การติดต่อของโรคไข้หวัดใหญ่  โรคไข้หวัดใหญ่จะมีการติดต่อได้ง่ายทางลมหายใจ โดยเฉพาะจากคนสู่คน สำหรับวิธีการติดต่อจะได้แก่  – ติดต่อจากการไอหรือจามของผู้ป่วย สำหรับวิธีนี้เมื่อผู้ป่วยไอหรือจามโดยไม่มีการปิดปาก เชื้อไวรัสจะมาพร้อมกับละอองน้ำลายและเข้าไปสู่ผู้อื่นผ่านทางจมูก ปาก และเยื้อบุตา – ติดต่อจากการสัมผัสเสมหะของผู้ป่วย เช่น การดื่มน้ำแก้วเดียวกัน การรับประทานอาหารที่ไม่มีช้อนกลาง และการใช้สิ่งของร่วมกัน เช่น ผ้าเช็ดหน้า ผ้าเช็ดตัว และเสื้อผ้า เป็นต้น  – ติดต่อด้วยการที่เราไปสัมผัสสิ่งของที่มีการปนเปื้อนของเชื้อไวรัสอยู่แล้ว โดยการจับ หรือไปโดนโดยไม่ได้ตั้งใจ  วิธีการป้องกัน  สำหรับวิธีการป้องกันสามารถทำได้หลายวิธี แต่ควรทำอย่างสม่ำเสมอแม้ในช่วงที่ไม่มีการระบาดของโรค โดยสามารถทำได้ดังนี้  – รักษาสุขภาพร่างกายให้สมบูรณ์แข็งแรงอยู่เสมอ  – …

การติดต่อของโรคไข้หวัดใหญ่ Read More »

สาเหตุทั่วไปของการเกิดโรคกระเพาะอาหาร

สาเหตุทั่วไปของการเกิดโรคกระเพาะอาหาร

โรคกระเพาะอาหารเกิดได้จากหลายสาเหตุ แต่ส่วนใหญ่แล้วจะเกิดขึ้นเนื่องจาก การที่ร่างกายของเรามีกรดในกระเพาะอาหารมากจนเกินไป  หรือในกรณีที่เยื่อบุกระเพาะอาหารถูกทำลาย จึงทำให้เราเกิดเป็นโรคกระเพาะอาหาร และสำหรับสาเหตุที่ทำให้เกิดอาการทั้งสองอย่างนี้จะได้แก่   1. โรคกระเพาะอาหารที่เกิดจากกรดในกระเพาะอาหาร สำหรับสาเหตุของการเกิดกรดในกระเพาะอาหารจะได้แก่  – การรับประทานอาหารที่ไม่เป็นเวลา  – เกิดจากความเครียด ความวิตกกังวล  – การดื่มเครื่องดื่มที่มีส่วนผสมของแอลกอฮอล์ เช่น เหล้า เบียร์ และยาดอง เป็นต้น  – การสูบบุหรี่เป็นประจำ  – การดื่มกาแฟ      2. โรคกระเพาะอาหารที่เกิดจากเยื่อบุกระเพาะอาหารถูกทำลาย  เยื่อบุกระเพาะอาหารถูกทำลายมักจะเกิดมาจากสาเหตุดังต่อไปนี้  – การรับประทานยาบางชนิดเป็นประจำ และเป็นเวลานาน เช่น ยาชุดแอสไพริน ยาสเตียรอยด์ ยาแก้ปวด ยาลูกกลอนต่างๆ เป็นต้น  – การรับประทานอาหารที่มีรสชาติจัดจ้าน เช่น รสเผ็ดจัด หรือเปรี้ยวจัด เป็นต้น  – การดื่มเครื่องดื่มที่มีส่วนผสมของแอลกอฮอล์เป็นประจำ และเป็นเวลานาน เครื่องดื่มเหล่านี้จะมีกรดที่สามารถกัดกระเพาะได้ เช่น เหล้า เบี้ย และยาดอง เป็นต้น  สาเหตุต่างๆ …

สาเหตุทั่วไปของการเกิดโรคกระเพาะอาหาร Read More »

อาการที่สามารถพบได้ในผู้ป่วยเบาหวาน

อาการที่สามารถพบได้ในผู้ป่วยเบาหวาน

สำหรับผู้ป่วยที่ป่วยเป็นโรคเบาหวานอาการในเริ่มแรกอาจจะสังเกตเห็นได้ไม่ชัดเจนนัก แต่พอเป็นไปสักระยะอาการต่างๆ จะเริ่มแสดงออกมากขึ้น จนเราสามารถสังเกตได้ โดยจะมีอาการต่างๆ ดังต่อไปนี้  อาการของโรคเบาหวาน  1. ผู้ป่วยจะปวดปัสสาวะบ่อยโดยเฉพาะในช่วงเวลากลางคืน เพราะร่างกายต้องการขับน้ำตาลออกจากกระแสเลือด น้ำตาลจึงถูกขับออกมาจากทางปัสสาวะ รวมทั้งถ้าใครปัสสาวะทิ้งไว้อาจจะเกิดมีมดมาตอมปัสสาวะได้  2. มีอาการกระหายน้ำอยู่ตลอดเวลา เพราะร่างกายขับน้ำตาลออกมาพร้อมปัสสาวะ ทำให้ร่างกายขาดน้ำ จึงทำให้รู้สึกกระหายน้ำเพื่อเป็นการทดแทนน้ำที่สูญเสียไป แต่ถึงทำการดื่มน้ำแล้วก็จะยังไม่รู้สึกว่าอาการกระหายน้ำจะดีขึ้น  3. ติดเชื่อตามผิวหนังได้ง่าย และมักเกิดเชื่อราตามผิวหนัง รวมทั้งบริเวณช่องคลอด สาเหตุจะมาจากร่างกายขาดน้ำและผิวหนังแห้งเป็นขุย ขาดความชุ่มชื่นจึงเป็นสาเหตุทำให้เกิดการติดเชื้อราได้ง่าย  4. เกิดเป็นฝีขึ้นเป็นประจำตามส่วนต่างๆ ของร่างกาย และจะหายช้า รวมทั้งแผลต่างๆ ที่เกิดขึ้นบริเวณลำตัวก็จะหายช้ากว่าปกติด้วยเช่นกัน  5. มีอาการอ่อนเพลีย ไม่ค่อยมีเรี่ยวแรง เนื่องจากร่างกายไม่สามารถนำน้ำตาลภายในกระแสเลือดมาเปลี่ยนเป็นพลังงานได้ จึงเป็นสาเหตุทำให้ผู้ป่วยมีอาการอ่อนเพลีย  6. น้ำหนักลด โดยไม่ทราบสาเหตุ เนื่องจากร่างกายไม่สามารถเผาพลาญน้ำตาลได้ จึงหันไปเผาพลาญไขมันเพื่อมาใช้เป็นพลังงานแทน  7. มีอาการเหน็บชาและปวดเมื่อยตามกล้ามเนื้อโดยเฉพาะบริเวณแขนและขา เนื่องจากระดับน้ำตาลกลูโคสในร่างกายสูงเป็นเวลานานทำให้กล้ามเนื้อทำงานผิดปกติ โดยเฉพาะเส้นประสาทต่างๆ ที่บริเวณกล้ามเนื้อ หรือที่เรียกว่าเกิดอาการเส้นประสาทอักเสบ อาการจะค่อยๆ เพิ่มมากขึ้นตามระยะเวลา ถ้าปล่อยไว้นานอาการของโรคเหน็บชา และอาการปวดเมื่อยตามกล้ามเนื้อก็จะเพิ่มมากขึ้นตามไปด้วย  8. สายตาพล่ามัว วิสัยทัศน์ในการมองเห็นไม่ดี เนื่องจากระดับน้ำตาลในกระแสเลือดที่มากขึ้น และร่างกายทำการขับออกมาทางเลนส์ตา …

อาการที่สามารถพบได้ในผู้ป่วยเบาหวาน Read More »

อาชีพที่มีโอกาสเกิดปัญหานิ้วล็อค

อาชีพที่มีโอกาสเกิดปัญหานิ้วล็อค

นิ้วล็อคจะเกิดการอักเสบของเส้นเอ็นและกล้ามเนื้อ ส่วนมากจะพบได้ในผู้ที่ใช้นิ้วทำสิ่งหนึ่งสิ่งใดในท่าเดิมๆ เป็นเวลานาน เวลาที่เกิดอาการนิ้วล็อคนิ้วจะหักงอลงมา ทำให้มีอาการปวด บางครั้งเราต้องทำการง้างกลับคืน สำหรับวิธีการรักษาในปัจจุบันแพทย์จะใช้วิธีผ่าตัดเล็ก ซึ่งจะใช้เวลาไม่นาน และไม่เจ็บมาก รวมไปถึงการทำท่ากายบริหารนิ้วก็จะสามารถช่วยบรรเทาอาการได้ แต่แบบหลังอาจต้องใช้ระยะเวลานานหน่อย ขึ้นอยู่กับว่าเกิดการอักเสบมากแค่ไหน และที่สำคัญคนที่เคยเป็นแล้วได้ทำการรักษาจนหายแล้ว แต่ยังกลับไปใช้พฤติกรรมเหมือนเดิม ก็อาจมีโอกาสกลับมาเป็นอีกได้ คราวนี้เราลองไปดูกันต่อดีกว่าว่ามีอาชีพไหนบ้างที่เสี่ยงจะเกิดอาการนิ้วล็อคได้  1. นักกอล์ฟ  จะเกิดจากการเกร็งในการจับไม้กอล์ฟที่แน่นจนเกินไป รวมไปถึงการเหวี่ยงแรงสวิงมากเกินไป และการซ้อมติดต่อกันเป็นเวลานาน สิ่งเหล่านี้ส่งผลทำให้เกิดอาการนิ้วล็อค และการเลือกไม้กอล์ฟที่มีน้ำหนักมากและจับเป็นเวลานาน ก็ส่งผลให้เกิดอาการอักเสบของเส้นเองได้เช่นเดียวกัน  2. ช่าง  ส่วนมากอาชีพนี้จะเน้นการใช้มือและนิ้วในการทำงาน โดยเฉพาะงานช่างฝีมือต่างๆ ที่ต้องอาศัยความประณีตและละเอียดอ่อนและความต่อเนื่องในการทำงาน   3. นักยูโด  ในระหว่างการฝึกซ้อมจะเน้นการใช้กำลังมือและแขนเป็นส่วนใหญ่ เพื่อให้สามารถยกคู่ต่อสู้และทำการทุ่มได้ และท่าในการฝึกซ้อมบางท่าก็จะเป็นการฝึกกำลังของข้อนิ้วที่ต้องทำการฝึกติดต่อกันเป็นเวลานาน ทำให้มีโอกาสเสี่ยงที่จะเกิดการอักเสบของเส้นเอ็นและมีปัญหานิ้วล็อคตามมาได้ 4. แม่บ้าน  หมายถึงผู้ที่ทำอาชีพแม่บ้าน รวมไปถึงผู้ที่อยู่บ้านและต้องทำงานบ้านอยู่ตลอดเวลา ไม่ว่าจะเป็น ทำกับข้าว ซักเสื้อผ้า ล้างจาน กวาดบ้าน ถูบ้าน หรือแม้แต่ผู้ที่หิ้วถุงกับข้าวหนักๆ เป็นประจำ ทราบกันไหมว่าคุณก็มีโอกาสเกิดอาการนิ้วล็อคได้เช่นกัน  5. หมอนวดแผนโบราณ  อาชีพนี้ต้องใช้แรงจากมือและนิ้วเป็นหลักกันอยู่แล้ว โดยเฉพาะนิ้วหัวแม่โป้งที่จะต้องทำการบีบและกดตามกล้ามเนื้อของลูกค้า   6. พนักงานออฟฟิศ ปัจจุบันการปฏิบัติงานส่วนใหญ่จะเป็นการใช้เครื่องคอมพิวเตอร์เป็นหลัก …

อาชีพที่มีโอกาสเกิดปัญหานิ้วล็อค Read More »

บอกเล่าประโยชน์ของ “น้ำแร่”

บอกเล่าประโยชน์ของ “น้ำแร่”

ในยุคสมัยที่ผู้คนหันมาใส่ใจในสุขภาพมากยิ่งขึ้น น้ำเปล่าที่เราเลือกดื่มกันอาจไม่ใช่เพียงน้ำเปล่าทั่วไปที่ได้รับการคัดกรองผ่านรังสีมาอย่างเดียว แต่ยังมีหลายคนที่หันมาดื่มน้ำแร่ซึ่งก็จัดอยู่ในประเภทน้ำเปล่านี่ล่ะค่ะ แต่คุณประโยชน์ของน้ำแร่นั้นมีมากกว่าน้ำเปล่าทั่วไปมาก เห็นใส ๆ อย่างนี้ แต่ของดีเลยล่ะ เพราะน้ำแร่เป็นน้ำที่ได้มากจากน้ำบาดาลตามแหล่งธรรมชาติแท้ทำให้มีแร่ธาตุมากมายที่จะช่วยให้สุขภาพร่างกายของเราแข็งแรงด้วย วันนี้เราก็จะมาบอกเล่าถึงประโยชน์ของน้ำแร่ให้ทุกคนได้รู้กันว่าทำไมคุณจึงควรเลือกดื่มเป็นอย่างยิ่ง น้ำแร่มีความสะอาด หากใครที่เคยซื้อน้ำแร่มาดื่มก็คงรู้ว่าเมื่อดื่มไปแล้วจะเกิดความรู้สึกเย็นสดชื่นและดูมีความบริสุทธิ์กว่าน้ำเปล่าทั่วไปมาก ด้วยน้ำแร่นั้นมาจากแหล่งน้ำธรรมชาติที่สะอาดไม่ว่าจะเป็นน้ำพุร้อนหรือน้ำพุเย็นที่อยู่บนเทือกเขาสูงทำให้มีความสะอาดกว่าน้ำทั่วไป น้ำแร่บางอย่างก็จะมีรสชาติแฝงที่แตกต่างกัน น้ำแร่บางที่จะมีรสแฝงที่หวานและบางน้ำแร่ก็จะมีรสแฝงที่เค็ม ยิ่งนำไปแช่ตู้เย็นแล้วดื่มคุณจะรู้สึกว่าร่างกายได้รับความชุ่มชื่นมากขึ้นเสมือนรับประทานเกลือแร่เลยล่ะ น้ำแร่มีแร่ธาตุมากมายที่ดีต่อสุขภาพ น้ำแร่เป็นน้ำที่ดีต่อสุขภาพมาก เพราะมีแร่ธาตุมากมายที่ละลายมากับน้ำจากแหล่งธรรมชาติ ได้แก่ แคลเซียม ซึ่งช่วยสร้างกระดูกและฟัน รวมถึงอาการปวดประจำเดือน ,แมกนีเซียม เป็นแร่ธาตุในกลุ่มของเกลือแร่ ที่ช่วยสร้างระบบภูมิคุ้มกัน สามารถทดแทนน้ำในร่างกายที่เสียไปได้อย่างดีตามที่เราเข้าใจจริง ๆ และยังช่วยส่งเสริมพัฒนาการทางสมองได้อีกด้วย เหมาะกับคนที่กำลังอ่านหนังสือสอบมาก ,ฟลูออไรด์ ช่วยในการป้องกันฟันผุ ,ไอโอดีน ช่วยควบคุมระบบเผาผลาญอาหารในร่างกาย ,โพแทสเซียม มีการทำงานควบคู่ไปกับคุณภาพของแร่โซเดียมในการควบคุมสมดุลของน้ำในร่างกาย และช่วยทำให้หัวใจเต้นเป็นปกติ คุณภาพคับขวดจริง ๆ ด้วย ไม่แปลกใจเลยที่หลายคนจะเลือกน้ำแร่เป็นทางเลือกสุขภาพกัน น้ำแร่ช่วยรักษาผิว ในน้ำแร่จะมีเกลือแร่และแร่ธาตุมากมายที่ช่วยปรับสมดุลร่างกายและผิวของคุณให้เปล่งปลั่ง เกิดความชุ่มชื้นได้โดยไม่ต้องไปรับประทานคอลลาเจนเลย แค่เพียงคุณดื่มน้ำแร่วันละ 1 ขวดก็สามารถช่วยให้คุณมีผิวเนียนสวย เกิดออกซิเจน และทำให้เซลล์ผิวมีระบบการทำงานที่ดีได้ด้วย ดังนั้นให้น้ำแร่เป็นหนึ่งในตัวเลือกที่ช่วยให้สุขภาพร่างกายของคุณผู้ชายและคุณผู้หญิงมีวัยที่ดีและแข็งแรงใช้ชีวิตอย่างมีความสุขกับคนที่คุณรักนะคะ เครดิตภาพ : pixabay #ประโยชน์น้ำแร่ #ลดน้ำหนัก …

บอกเล่าประโยชน์ของ “น้ำแร่” Read More »

การดูแลตัวเองของผู้ป่วยโรคเบาหวาน

การดูแลตัวเองของผู้ป่วยโรคเบาหวาน

ปัจจุบันอัตราผู้ป่วยด้วยโรคเบาหวานในบ้านเราเพิ่มสูงมากขึ้น และที่สำคัญโรคนี้จะมีอาการเรื้อรังรักษาไม่หายขาดและมักจะเกิดอาการของโรคแทรกซ้อนอื่นๆ ตามมา แต่ก็พบว่านอกจากการรักษาด้วยยาแผนปัจจุบันหรือการใช้สมุนไพรแล้ว ถ้าผู้ป่วยใส่ใจดูแลตัวเองในการใช้ชีวิตประจำวันจะมีส่วนช่วยทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดลดลงได้ และยังเป็นการช่วยป้องกันอาการแทรกซ้อนต่างๆ ที่อาจจะเกิดขึ้นได้อีกด้วย นอกจากนี้ผู้ป่วยยังสามารถใช้ชีวิตได้อย่างปกติเหมือนคนทั่วไป โดยมีวิธีในการปฏิบัติตัวดังนี้  1. รับประทานอาหารที่มีประโยชน์ และควรควบคุมการรับประทานอาหาร แต่ต้องให้ครบหลักโภชนาการ 5 หมู่ โดยหลีกเลี่ยงอาหารประเภทแป้งและน้ำตาล หันมาใช้วิธีการบริโภคผัก ผลไม้ รวมไปถึงอาหารประเภทธัญพืชต่างๆ แทน โดยเฉพาะข้าวที่เป็นอาหารหลักของคนไทย ผู้ป่วยควรหันมาบริโภคเป็นข้าวกล้องหรือข้าวซ้อมมือแทนข้าวขัดขาว และถ้าผู้ป่วยมีน้ำหนักตัวมากควรควบคุมน้ำหนักกันด้วย เพราะโรคอ้วนเป็นปัญหาสำคัญของการเกิดโรคเบาหวานและทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดสูงขึ้น นอกจากนี้ควรรับประทานอาหารให้เป็นเวลาครบทั้ง 3 มื้อ  2. ดื่มน้ำให้พอเพียงต่อความต้องการของร่างกาย อย่างน้อยวันละ 7-8 แก้ว  3. ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอเพื่อให้ร่างกายสามารถสร้างภูมิคุ้มกันได้ดีขึ้น และยังเป็นการช่วยเผาพลาญพลังงานภายในร่างกาย แต่อย่าออกกำลังแบบหักโหมจนเกินไป เพราะอาจทำให้ร่างกายมีอาการอ่อนเพลียเกิดขึ้นได้     4. พักผ่อนนอนหลับให้เพียงพอและไม่เครียด ถ้ารู้สึกเครียดให้หาอะไรทำเพื่อเป็นการช่วยให้รู้สึกผ่อนคลาย  5. สำหรับผู้ป่วยที่สูบบุหรี่ ควรงดการสูบบุหรี่อย่างเด็ดขาด เพราะอาจทำให้เกิดโรคแทรกซ้อน ได้ง่ายยิ่งขึ้น   6. ผู้ป่วยที่รับประทานยาไม่ว่าจะเป็นแผนปัจจุบันหรือสมุนไพร รวมทั้งผู้ที่ต้องฉีดอินซูลินเป็นประจำ บางครั้งอาจจะเกิดภาวะน้ำตาลในเลือดต่ำ โดยมีอาการใจสั่น รู้สึกหวิวๆ หน้ามืดตาลายคล้ายจะเป็นลม เป็นอาการของภาวะน้ำตาลในเลือดต่ำเกินไป ควรหาของหวานรับประทานหรืออมน้ำตาล  7. …

การดูแลตัวเองของผู้ป่วยโรคเบาหวาน Read More »