วิธีฟื้นฟูความทรงจำของผู้ป่วยที่ความจำเสื่อม

วิธีฟื้นฟูความทรงจำของผู้ป่วยที่ความจำเสื่อม

เมื่อคนที่คุณรักเกิดความจำเสื่อมจากอุบัติเหตุ การผ่าตัดสมอง หรือโรคประจำตัวก็แล้วแต่ คุณสามารถช่วยฟื้นฟูความทรงจำของเขาให้กลับมาทีละนิดได้ แม้ว่าผู้ป่วยบางรายจะความจำเสื่อมและเมื่อคุณฟื้นฟูแล้วเขาจำเขาจะไม่กลับมา แต่อย่างน้อยก็ยังสามารถทำให้เขารู้ได้ว่าก่อนหน้านี้คุณกับเขาสนิทกันมากแค่ไหน ตัวตนเขาเป็นอย่างไร มีเรื่องราวใดในชีวิตที่น่าจดจำบ้าง เพราะผู้ป่วยความจำเสื่อมหลายคนที่จำอะไรไม่ได้มักจะเกิดความรู้สึกว้าเหว่และเดียวดาย การฟื้นฟูจึงไม่ใช่แค่การทำให้เขาได้รับความทรงจำ แต่ยังทำให้เขาได้รับความรักมาเติมเต็มความว่างเปล่าได้ด้วย วันนี้เราก็จะพาทุกคนมารู้จักวิธีฟื้นฟูความทรงจำของผู้ป่วยที่ความจำเสื่อมกัน

ฟื้นฟูความทรงจำของผู้ป่วยโดยพาไปทำกิจกรรมสนุกสนาน

เมื่อผู้ป่วยที่ความจำเสื่อมได้มีโอกาสไปเที่ยวตามสถานที่ต่าง ๆ ที่ดูจะแปลกใหม่สำหรับเขาทุกอย่างจะทำให้เขารู้สึกมีความสุข ไม่เหงาหรือว้าเหว่ รวมถึงได้สร้างความทรงจำดี เริ่มต้นใหม่กับคุณและคนรอบตัวที่เคยรู้จักกับเขาด้วย การที่ปล่อยให้เขาอยู่เฉย ๆ และแค่พูดคุยกันไม่สามารถทำให้เขาจดจำอะไรขึ้นมาได้มากเท่าไหร่หรอก อีกทั้งยังทำให้เขาอยากจะจดจำความทรงจำเก่า ๆ ให้ได้จนร่างกายอาจแย่กว่าเดิม จะดีกว่าไหมหากพวกคุณจะพาเขาไปทำกิจกรรมสนุกสนานร่วมกันและรู้จักกันมากขึ้น เช่น ไปสวนสนุก ไปเที่ยวต่างจังหวัด ไปเลี้ยงฉลองปาร์ตี้เล็ก ๆ เป็นต้น

ฟื้นฟูความทรงจำของผู้ป่วยพาไปรำลึกสิ่งรอบตัวเดิม ๆ

การพาผู้ป่วยความจำเสื่อมกลับไปยังสถานที่ที่เขาเคยอยู่หรือพาไปดูสิ่งต่าง ๆ ที่มีความสำคัญกับผู้ป่วยจะทำให้สมองเขาสามารถเห็นภาพเก่า ๆ ปรากฏขึ้นมาได้บ้าง ไม่ว่าจะเป็นการพาไปยังสถานที่เก่า ๆ พร้อมอธิบายว่าสำคัญกับเขาอย่างไรหรือดูอัลบั้มภาพที่ผู้ป่วยเคยลงก็สามารถช่วยได้ จะทำให้เขารู้สึกมีความสุขและเข้าใจตัวเองมากขึ้นด้วย

ฟื้นฟูความทรงจำของผู้ป่วยโดยให้พักผ่อนเยอะ ๆ

นอกจากการพาผู้ป่วยความจำเสื่อมไปทำกิจกรรม Outing สนุกสนานกับคนรอบข้างที่เคยรู้จักเพื่อสร้างความทรงจำดี ๆ และพาหวนรำลึกถึงภาพเก่า ๆ แล้ว การเปิดโอกาสให้ผู้ป่วยได้พักผ่อนก็เป็นสิ่งที่สำคัญอย่างยิ่งเพราะเขาควรได้รับการพักฟื้นตรงเวลา การนอนหลับและมีคุณอยู่ข้าง ๆ คอยช่วยเหลือจะทำให้เขารู้สึกอุ่นใจ ผ่อนคลาย และช่วยพัฒนาสมองให้พร้อมรับข้อมูลต่าง ๆ ได้ดียิ่งขึ้น แล้วอย่าลืมให้ขับประทานอาหารเสริมด้วยนะ

รูปภาพประกอบ : Pixabay

#ความรู้เรื่องโรค #ฟื้นฟูความทรงจำ #สุขภาพน่ารู​้

การวินิจฉัยโรคและแนวทางการรักษาต่อมลูกหมากโต

การวินิจฉัยโรคและแนวทางการรักษาต่อมลูกหมากโต

เป็นอาการผิดปกติที่พบได้ในเพศชายที่มีอายุช่วงวัยกลางคน หรืออายุตั้งแต่ 40 ปี ขึ้นไป โดยสถิติพบว่าเพศชายที่มีอายุระหว่าง 40-60 ปี จะพบอาการต่อมลูกหมากโตถึง 50 % และผู้ที่มีอายุมากกว่า 80 ปี สามารถพบได้ถึง 90 % เลยทีเดียว อาการต่อมลูกหมากโตจึงจัดเป็นปัญหาสุขภาพของคุณผู้ชาย ที่ก่อให้เกิดความรำคาญ หงุดหงิดในการดำเนินชีวิตประจำวัน และถ้ามีอาการรุนแรงขึ้นก็อาจจะเกิดมีอาการแทรกซ้อนต่างๆ ตามมา แนวทางการรักษาก็มีตั้งแบบรับประทานยาแผนปัจจุบัน ใช้สมุนไพรรักษา และวิธีการผ่าตัด ซึ่งพอสรุปได้ดังนี้  การวินิจฉัยอาการต่อมลูกหมากโต   1. คุณหมอจะทำการตรวจอาการทางทวารหนัก เพื่อดูว่าต่อมลูกหมากมีขนาดโตกว่าปกติหรือไม่ โดยใช้วิธีการคล้ำ การส่องกล้อง หรืออาจจะใช้การตรวจด้วยเครื่องอัลตร้าซาวด์ 2. เจาะเลือด เพื่อนำเลือดไปตรวจหาค่ามะเร็งต่อมลูกหมาก เพราะอาการต่อลูกหมากโต กับอาการของโรคมะเร็งต่อมลูกหมากในระยะเริ่มแรกจะมีอาการคล้ายคลึงกัน เพราะถ้าเป็นมะเร็งแล้วยาบางประเภท จะไม่สามารถใช้รักษาผู้ป่วยได้  แนวทางการรักษาโรคต่อมลูกหมากโต 1. เริ่มจากการเฝ้าดูอาการ จะใช้ในกรณีที่ผู้ป่วยพึ่งเป็นอาการเริ่มต้น หรือยังมีอาการไม่มากและยังไม่มีอาการแทรกซ้อน การเฝ้าดูอาการจะดูว่าต่อมลูกหมากกระทบต่อสุขภาพของผู้ป่วยหรือยัง แล้วจึงหาแนวทางในการรักษาต่อไป  2. ใช้ยาแผนปัจจุบันในการรักษาโรค  วิธีนี้เหมาะสำหรับผู้ป่วยที่มีอาการอยู่ในระยะปานกลาง และต้องมั่นใจด้วยว่าไม่ใช่อาการของมะเร็งต่อมลูกหมาก  3. รักษาด้วยวิธีผ่าตัด วิธีนี้จะใช้ก็ต่อเมื่อผู้ป่วยมีอาการรุนแรงและเกิดอาการแทรกซ้อน …

การวินิจฉัยโรคและแนวทางการรักษาต่อมลูกหมากโต Read More »

โรคฮิตที่มักเกิดกับหนุ่มสาวชาวออฟฟิศ

โรคฮิตที่มักเกิดกับหนุ่มสาวชาวออฟฟิศ 

ชาวออฟฟิศหรือหนุ่มสาววัยทำงานที่จะต้องนั่งทำงานกันตลอดทั้งวัน และมักจะต้องทำอะไรหลายๆ อย่างแข่งขันกับเวลา ทำให้คุณละเลยในการดูแลเอาใจใส่ตัวเอง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องอาหารการกิน การออกกำลังกาย หรือแม้แต่การพักผ่อน ซึ่งเป็นสาเหตุที่อาจจะทำให้คุณเกิดเจ็บป่วย และสำหรับโรคที่มักพบกันได้บ่อยๆ จะได้แก่  1. โรคเครียด  พบมากในวัยทำงานที่มีอายุตั้งแต่ 30 ปี ขึ้นไป เพราะเป็นช่วงอายุที่เริ่มมีตำแหน่งหน้าที่การงานที่สูงขึ้น ทำให้มีความรับผิดชอบมากขึ้น และมักจะพบว่าทำงานหนักมากขึ้นด้วย จึงเป็นสาเหตุสำคัญของการเกิดโรคเครียด สำหรับใครที่อยู่ในช่วงวัยนี้และไม่อยากให้ตัวเองเกิดเป็นโรคเครียดสะสมซึ่งอาจจะเป็นสาเหตุของโรคต่างๆ อีกหลายชนิด ให้คุณปฏิบัติตัวดังนี้ เมื่อมีอาการเครียดเกิดขึ้นให้หาทางผ่อนคลาย เช่นทำกิจกรรมที่ตัวเองชอบ ไม่ว่าจะเป็น ฟังเพลง หรืออ่านหนังสือ เป็นต้น และในช่วงวันหยุดก็ควรหาเวลาไปพักผ่อนหรือท่องเที่ยวตามต่างจังหวัดเพื่อเป็นการผ่อนคลายกันบ้าง  2. อาการผิดปกติของกล้ามเนื้อ วัยทำงานส่วนใหญ่ในปัจจุบันมักจะต้องนั่งอยู่หน้าคอมพิวเตอร์กันเป็นเวลานาน ทำให้เกิดปัญหาปวดเมื่อยตามกล้ามเนื้อไม่ว่าจะเป็น ปวดเบ้าตา ปวดหลัง ปวดแขน ขา และปวดตามข้อ วิธีป้องกันก็คือในแต่ละชั่วโมงให้เราลุกเดินเปลี่ยนอิริยาบถกันบ้าง และละสายตาจากหน้าจอคอมพิวเตอร์ทุกๆ 10 นาที โดยมองออกไปที่อื่น โดยเฉพาะที่ที่มีสีเขียวของต้นไม้ใบหญ้าจะดีมาก จะเป็นการช่วยถนอมสายตาของคุณได้เป็นอย่างดี  3. โรคกระเพาะปัสสาวะอักเสบ  มักจะเกิดขึ้นกับสาวทำงานทั้งหลายที่นั่งทำงานจนเพลินและไม่ค่อยอยากจะลุกไปเข้าห้องน้ำเมื่อเกิดปวดปัสสาวะขึ้นมา รวมทั้งมักจะดื่มน้ำในปริมาณน้อย แต่ถ้าอยากห่างไกลโรคนี้คุณจะต้องไม่อั้นปัสสาวะและควรดื่มน้ำให้ได้อย่างน้อยวันละ 7-8 แก้ว  4. โรคอ้วน  …

โรคฮิตที่มักเกิดกับหนุ่มสาวชาวออฟฟิศ  Read More »

วิธีการดูแลเด็กที่ป่วยเป็นโรคเบาหวาน

วิธีการดูแลเด็กที่ป่วยเป็นโรคเบาหวาน 

ปัจจุบันนี้พบการเกิดโรคเบาหวานในเด็กค่อนข้างมาก และมีแนวโน้มที่จะมีมากขึ้นเรื่อยๆ ผู้ปกครองจึงควรดูแลเอาใจใส่ในเรื่องต่างๆ ของเด็ก สำหรับสาเหตุที่ทำให้เกิดโรคเบาหวานในเด็กจะได้แก่ เกิดจากพันธุ์กรรม เกิดจากสภาพแวดล้อม เกิดจากากรได้รับเชื้อไวรัสบางชนิด และการใช้ยาบางประเภท รวมไปถึงความอ้วน เป็นต้น แต่เมื่อเด็กเกิดเป็นโรคเบาหวานขึ้นแล้ว ผู้ปกครองควรเอาใจใส่ดูแลในเรื่องต่างๆ ดังนี้  1. เด็กควรได้รับยาอย่างสม่ำเสมอไม่ว่าจะเป็นยาในแบบรับประทาน หรือการฉีดอินซูลินเข้าสู่ร่างกาย เพื่อเป็นการช่วยรักษาระดับน้ำตาลในกระแสเลือดให้อยู่ในระดับปกติ 2. ควรใส่ใจในเรื่องของการรับประทานอาหาร เช่น ควรรับประทานอาหารประเภทแป้ง น้ำตาล และไขมัน ให้น้อยลง และเด็กที่เป็นโรคเบาหวานจากสาเหตุความอ้วนควรระมัดระวังในการรับประทานให้มากขึ้นเพื่อช่วยในการควบคุมน้ำหนักตัว และให้เลือกรับประทานผักและผลไม้ที่มีกากใยและเส้นสูง เพื่อช่วยให้ร่างกายสามารถเผาพลาญได้ดีขึ้น และควรรับประทานอาหารให้ครบทั้ง 3 มื้อ อาหารในแต่ละมื้อควรครบหลักโภชนาการ 5 หมู่ เพื่อให้ร่างกายได้รับสารอาหารอย่างครบถ้วน  3. ควรออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอแต่ไม่ควรหักโหมจนเกินไป และควรออกกำลังกายให้เหมาะสมสำหรับวัย เพื่อให้ร่างกายสามารถเผาพลาญพลังงานต่างๆ ได้ดี การออกกำลังกายยังช่วยให้ร่างกายสร้างภูมิคุ้มกันโรคต่างๆ ได้ดีขึ้นอีกด้วย สำหรับการออกกำลังกายที่เหมาะสำหรับเด็กๆ เช่น การวิ่ง การเดิน ว่ายน้ำ ตีเบ็ด ถีบจักรยาน เป็นต้น  4. ดื่มน้ำให้เพียงพอต่อความต้องการของร่างกาย หรือย่างน้อยวันละ 7-8 แก้ว …

วิธีการดูแลเด็กที่ป่วยเป็นโรคเบาหวาน  Read More »

เครื่องดื่มที่ใช้น้ำตาลเทียมอาจไม่ดีต่อสุขภาพหัวใจ

เครื่องดื่มที่ใช้น้ำตาลเทียมอาจไม่ดีต่อสุขภาพหัวใจ

เครื่องดื่มทั้งที่ใช้น้ำตาลจริงและที่ใช้น้ำตาลเทียมล้วนสัมพันธ์กับความเสี่ยงที่เพิ่มสูงขึ้นของโรคหัวใจและหลอดเลือด  ซึ่งแสดงให้เห็นว่าน้ำตาลเทียมอาจจะไม่ใช่เลือกเพื่อสุขภาพที่ดี ตามที่มีการกล่าวอ้าง   ทั้งนี้ผลการวิจัยที่ตีพิมพ์ในวารสารวิทยาลัยโรคหัวใจแห่งอเมริกา ชี้ให้เห็นว่า ถึงแม้อาหารรวมทั้งเครื่องดื่มที่แต่งเติมรสหวานด้วยน้ำตาลจริงสามารถส่งผลเสียต่อสุขภาพของหัวใจและการเผาผลาญได้ แต่กับเครื่องดื่มที่ใช้น้ำตาลเทียมซึ่งได้รับการแนะนำให้เป็นทางเลือกที่ดีต่อสุขภาพนั้น กลับไม่ทราบผลกระทบต่อสุขภาพหัวใจและหลอดเลือดอย่างชัดเจน   น้ำตาลเทียมเป็นสารที่ถูกสังเคราะห์ขึ้นมาทางวิทยาศาสตร์ และมีคุณสมบัติให้รสหวานคล้ายน้ำตาล สามารถนำมาใช้แทนน้ำตาลได้ เนื่องจากผู้บริโภคบางกลุ่มต้องการลดน้ำตาลที่เป็นสารคาร์โบไฮเดรต เพื่อควบคุมน้ำหนักหรือเป็นโรคเบาหวาน  นอกจากนั้นน้ำตาลเทียมยังใช้ลดต้นทุนการผลิต เนื่องจากราคาน้ำตาลในตลาดมีราคาสูง และบาครั้งก็ขาดตลาด ทั้งนี้ ราคาน้ำตาลเทียมจะต่ำกว่าน้ำตาลมากจึงหันมาใช้สารให้ความหวานประเภทน้ำตาลเทียมแทน  รวมทั้งใช้รักษาคุณภาพอาหารเมื่อเก็บไว้นาน นอกจากนั้น ยังใช้ในส่วนผสมของผลิตภัณฑ์บางชนิดที่ไม่ใช่อาหารเพื่อให้มีรสหวาน เช่น ยา ยาสีฟัน เป็นต้น การเปรียบเทียบระหว่างเครื่องดื่มที่ใช้น้ำตาลเทียมกับที่ใช้น้ำตาลจริง นักวิจัยได้ศึกษาข้อมูลที่ได้จากผู้เข้าร่วม 104,760 คน แล้วนำมาตรวจสอบความสัมพันธ์ระหว่างความเสี่ยงของโรคหัวใจและหลอดเลือดกับการบริโภคเครื่องดื่มที่มีน้ำตาลและเครื่องดื่มที่มีน้ำตาลเทียม  โดยผู้เข้าร่วมการทดสอบถูกขอให้กรอกข้อมูลการบริโภคอาหารตลอด 24 ชั่วโมง  โดยจะมีการตรวจสอบสามครั้งทุกหกเดือน เครื่องดื่มที่ใช้น้ำตาลเทียมถูกกำหนดให้เป็นเครื่องดื่มที่ใช้สารให้ความหวานที่ไม่มีคุณค่าทางโภชนาการ ส่วนเครื่องดื่มที่ใช้น้ำตาลแท้จะเป็นเครื่องดื่มที่มีน้ำตาล 5% ขึ้นไป  การปรากฎโรคหัวใจและหลอดเลือดกับผู้ดื่มเครื่องดื่มที่ใช้น้ำตาลเทียม ระหว่างการติดตามผลตั้งแต่ปี 2552-2562  นักวิจัยพบว่ามีผู้เข้ารับการทดสอบเกิดภาวะโรคหัวใจและหลอดเลือด  ซึ่งถูกวิเคราะห์ให้เป็นโรคหลอดเลือดสมอง  ภาวะสมองขาดเลือดชั่วคราว ภาวะกล้ามเนื้อหัวใจตาย  โรคหลอดเลือดหัวใจเฉียบพลัน  และการผ่าตัดเปลี่ยนหลอดเลือด โดยมีผู้เข้าร่วม 1,379 คน มีกรณีโรคหัวใจและหลอดเลือดเป็นครั้งแรก เมื่อเทียบกับผู้ที่ไม่ได้ดื่ม   …

เครื่องดื่มที่ใช้น้ำตาลเทียมอาจไม่ดีต่อสุขภาพหัวใจ Read More »

สัญญาเตือนจากร่างกาย บ่งบอกโรคได้

สัญญาเตือนจากร่างกาย บ่งบอกโรคได้

ทราบกันไหมค่ะว่า ถ้าร่างกายเรามีอาการผิดปกติเกิดขึ้น หรือแตกต่างไปจากเดิม นั่นแสดงว่าเขาส่งสัญญาณบางอย่างให้เราทราบกันแล้วว่า อาจมีอะไรเกิดขึ้นกับสุขภาพของเรา อย่างเช่นอาการต่อไปนี้ หากคุณกำลังเป็นอยู่ หรือคนใกล้ชิดในครอบครัว ให้รีบไปพบแพทย์ เพื่อตรวจหาสาเหตุจะเป็นวิธีที่ดีที่สุด จะมีอาการอะไรบ้างนั้นลองตามไปดูกันนะคะ   1. มีผมร่วงมาก อาจเกิดจาก ต่อมไทรอยด์ผิดปกติ โดยทั่วไปแล้วเส้นผมของคนเราจะร่วงประมาณวันละ 50-100 เส้น หากมากไปกว่านี้จะถือว่าผิดปกติ ซึ่งเราอาจจะไม่ต้องถึงขนาดนับแต่ให้กะปริมาณเอา  2. ตาเหลือง อาจเกิดจาก โรคตับ รวมถึงถุงน้ำดีผิดปกติ หากเป็นจุดสีออกเหลืองที่หัวตา แสดงว่าร่างกายมีคอเลสเตอรอลสูง ถ้ามีสีแดงปน อาจเกิดจากอาการอักเสบ และการระคายเคือง รวมไปถึงติดเชื้อบางชนิด 3. มีริ้วรอยร่องลึกบนใบหน้า อาจเกิดจาก โรคกระดูกพรุน 4. ริมฝีปากแห้งเป็นขุย แม้ไม่ใช่วันที่มีอากาศหนาว อาจเกิดจาก โรคภูมิแพ้ และโจเกรน (หนึ่งในโรคแพ้ภูมิตัวเอง) 5. มีกลิ่นปาก ปากเหม็น อาจเกิดจาก ฟันผุ เหงือกอักเสบ โรคหัวใจ และกระดูกผิดปกติ 6. ผื่นผีเสื้อขึ้นบนใบหน้า อาจเกิดจาก โรคแพ้ภูมิคุ้มกันตัวเอง (โรคพุ่มพวง) …

สัญญาเตือนจากร่างกาย บ่งบอกโรคได้ Read More »

วิธีป้องกันการเกิดโรคเบาหวานในเด็ก

วิธีป้องกันการเกิดโรคเบาหวานในเด็ก

ปัจจุบันมีผู้ป่วยเป็นโรคเบาหวานเพิ่มมากขึ้น โดยเฉพาะโรคเบาหวานในเด็ก โรคเบาหวานเป็นโรคที่เกิดจากความผิดปกติของร่างกายที่ไม่สามารถผลิตอินซูลินออกมาได้พอเพียงต่อความต้องการ อินซูลินจะมีหน้าที่ในการควบคุมน้ำตาลในกระแสเลือดให้อยู่ในระดับปกติ โดยการนำน้ำตาลไปใช้ตามส่วนต่างๆ ของร่างกายในรูปแบบของพลังงาน สำหรับโรคเบาหวานเราสามารถแบ่งออกได้เป็น 2 ชนิด ได้แก่  ชนิดของโรคเบาหวาน  1. ชนิดที่ต้องพึ่งอินซูลิน เป็นโรคเบาหวานที่ร่างกายไม่สามารถผลิตอินซูลินได้เลย สาเหตุส่วนใหญ่จะเกิดจากพันธุกรรม  2. ชนิดที่ไม่ต้องพึ่งอินซูลิน โรคเบาหวานชนิดนี้ร่างกายยังสามารถผลิตอินซูลินได้บ้าง มักจะเกิดจากโรคอ้วน หรือการใช้ยาบางชนิด   สาเหตุของการเกิดโรคเบาหวานในเด็ก – เกิดจากพันธุกรรม โดยมีประวัติบุคคลในครอบครัวป่วยเป็นโรคเบาหวาน  – เกิดจากความอ้วน เด็กที่มีน้ำหนักตัวเกินกว่าปกติมักมีแนวโน้มและความเสี่ยงในการเกิดโรคเบาหวาน  – การใช้ยาบางชนิด เช่น ยาสเตียรอยด์ รวมถึงการได้รับเชื้อไวรัส จะมีผลทำให้ประสิทธิภาพการทำงานของตับอ่อนแย่ลง   วิธีการป้องกันการเกิดโรคเบาหวานในเด็ก  โรคเบาหวานชนิดที่ 2 ในปัจจุบันเป็นโรคเบาหวานที่พบมากที่สุดในเด็ก และมีแนวโน้มว่าอาจจะเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ในอนาคต ดังนั้นเราจึงควรหาวิธีการป้องกันการเกิดโรคเบาหวานในเด็กกันตั้งแน่เนิ่นๆ  สำหรับวิธีการป้องกันการเกิดโรคเบาหวานจะได้แก่  1. ควบคุมน้ำหนักไม่ให้เกินกว่ามาตรฐานที่กำหนด สำหรับเด็กคนไหนที่มีน้ำหนักตัวมากเกินกว่าปกติคุณพ่อคุณแม่ควรให้ลูกทำการลดน้ำหนัก เพราะความอ้วนจะทำให้เกิดการสะสมไขมันตามส่วนต่างๆ ของร่างกาย เมื่อมีไขมันมากกว่าปกติ จะทำให้อินซูลินทำงานได้ไม่เต็มที่ หรือที่เรียกว่าเกิดภาวะดื้ออินซูลินขึ้นได้  2. ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ เพื่อให้ร่างกายได้เผาพลาญพลังงานได้อย่างเต็มที่ การออกกำลังกายยังช่วยให้ร่างกายสามารถสร้างภูมิคุ้มกันโรคต่างๆ ได้ดีขึ้นอีกด้วย  3. …

วิธีป้องกันการเกิดโรคเบาหวานในเด็ก Read More »

หลีกเลี่ยงพฤติกรรมเร่งสมองฝ่อ

หลีกเลี่ยงพฤติกรรมเร่งสมองฝ่อ

อาการสมองฝ่อเกิดจากความผิดปกติของสมอง ผู้ป่วยจะเริ่มจากการหลงๆ ลืมๆ ในช่วงแรกอาจจะเป็นเล็กน้อย จากนั้นอาการก็จะค่อยๆ เริ่มเป็นมากขึ้น มีสาเหตุมาจากเซลล์สมองเกิดการเสื่อมและมีจำนวนเซลล์ลดน้อยลงกว่าปกติ ปัจจุบันเรายังไม่ทราบสาเหตุที่แท้จริงของโรค แต่มักจะพบได้มากที่สุดในผู้สูงอายุ หรือผู้ที่มีอายุตั้งแต่ 75 ปี ขึ้นไป ซึ่งก็มีผลการวิจัยที่สรุปออกมาว่า พฤติกรรมในชีวิตประจำวันของเราก็อาจเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้เกิดโรคนี้ขึ้นได้ ดังนั้นเป็นไปได้ใครที่มีพฤติกรรมต่อไปนี้ควรทำการปรับเปลี่ยน มีอะไรบ้างนั้นลองไปดูกันได้เลย  1. รับประทานอาหารมากเกินไป เนื่องจากการรับประทานอาหารมากจะทำให้หลอดเลือดแดงในสมองแข็งตัว เป็นสาเหตุหนึ่งของการเกิดอาการความจำสั้น  2. อดอาหารเช้า การอดอาหารเช้าจะทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดต่ำ จึงเกิดสภาวะมีสารอาหารไปเลี้ยงสมองไม่เพียงพอ ทำให้เกิดอาการสมองเสื่อมได้ การอดอาหารเช้ายังเป็นสาเหตุของการเกิดโรคร้ายแรงอีกหลายชนิด เช่น โรคเกี่ยวกับความดันเลือด โรคเบาหวาน โรคกระเพาะ และโรคหัวใจ เป็นต้น  3. ชอบทานของหวาน จะมีส่วนทำให้เกิดการขัดขวางการดูดซึมโปรตีนและสารอาหารที่เป็นประโยชน์อย่างอื่น จึงเป็นสาเหตุที่ทำให้เกิดการขาดสารอาหาร และเป็นการขัดขวางการพัฒนาของสมอง   4. การสูบบุหรี่ สารบางชนิดที่อยู่ในบุหรี่เป็นสาเหตุสำคัญของโรคอัลไซเมอร์และสมองฝ่อ        5. ไม่ค่อยใช้ความคิด ทราบกันไหมค่ะว่าจริงๆ แล้วการคิดเป็นการช่วยบริหารสมองอย่างหนึ่ง หากเราไม่คิดอาจเป็นสาเหตุทำให้เกิดอาการสมองฝ่อได้ แต่ก็ต้องมีลิมิตในการคิดกันด้วยนะคะ เพราะถ้าคิดมากไปจะทำให้คุณเกิดความเครียด ซึ่งก็เป็นผลร้ายต่อสมองเช่นกัน  6. เป็นคนพูดน้อย เป็นการแสดงให้เห็นถึงประสิทธิภาพของการใช้สมองอย่างหนึ่ง 7. ใช้สมองในขณะที่ร่างกายไม่สบาย จะเป็นผลทำให้ประสิทธิภาพของสมองลดลง …

หลีกเลี่ยงพฤติกรรมเร่งสมองฝ่อ Read More »

สาระน่ารู้เกี่ยวกับโรคหัวใจ

สาระน่ารู้เกี่ยวกับโรคหัวใจ

ปัจจุบันการเสียชีวิตจากโรคหัวใจเพิ่มมากขึ้น บางคนก็เสียชีวิตแบบเฉียบพลัน บางคนก็กลายเป็นโรคเรื้อรังและมีโรคแทรกซ้อนอื่นตามมา เพราะโรคหัวใจเป็นโรคที่ผู้ป่วยมักไม่ค่อยได้ให้ความสนใจเท่าที่ควร ต่างจากโรคเบาหวานและความดันโลหิตสูง รวมไปถึงเมื่อเป็นแล้วมักไม่แสดงอาการให้ผู้ป่วยรู้ตัว แต่พอแสดงอาการก็มักจะเกินที่จะเยียวยารักษาได้ แพทย์ผู้เชี่ยวชาญทางโรคหัวใจจึงมักแนะนำให้เราเข้ารับตรวจร่างกายเป็นประจำทุกปี ก่อนการเกิดโรคไม่ใช่เฉพาะเพียงแค่โรคหัวใจเท่านั้นนะคะ การตรวจร่างกายประจำปียังช่วยให้เราสามารถทราบการป่วยด้วยโรคร้ายแรงได้หลายชนิด ที่สำคัญเมื่อทราบตั้งแต่ช่วงเริ่มต้นจะช่วยให้การรักษาได้ผลดี และมีเปอร์เซ็นต์ในการหายขาดได้มากยิ่งขึ้น  สาเหตุของการเกิดโรค โรคหัวใจมักเกิดขึ้นจากพฤติกรรมการรับประทานอาหารที่อุดมไปด้วยแป้ง ไขมัน น้ำตาล และขาดการออกกำลังกาย จึงทำให้มีโรคอ้วนและโรคเรื้อรังอื่นตามมา รวมทั้งผู้ที่ป่วยเป็นเบาหวาน โรคความดันโลหิตสูงก็มีโอกาสเป็นโรคหัวใจด้วยเช่นกัน แต่บางครั้งก็อาจเกิดจากการทำงานผิดปกติของหลอดเลือด การใช้ยาและอาหารเสริมบางชนิดเป็นเวลานาน รวมไปถึงผู้ที่ดื่มเครื่องดื่มที่มีส่วนผสมของแอลกอฮอล์และคาเฟอีนมากจนเกินไป และในผู้ที่มักมีความเครียดและความวิตกกังวลอยู่เสมอ วิธีการป้องกันไม่ให้เกิดโรค  ข้อแนะนำที่สำคัญและรักษาสุขภาพ เพื่อให้ห่างจากโรคหัวใจคือต้องมีโภชนาการที่ดี ควรหลีกเลี่ยงการรับประทานอาหารประเภท แป้ง ไขมัน เน้นรับประทานเป็นอาหารประเภท ถั่ว งา ปลา ผัก ให้มากขึ้น ออกกำลังกายเป็นประจำอย่างสม่ำเสมอให้เป็นนิสัย หรือให้เป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวัน รวมทั้งควรละเว้นพฤติกรรมที่เสี่ยงต่างๆ อาทิเช่น การสูบบุหรี่ หรือดื่มแอลกอฮอล์ นอกจากนี้ควรพักผ่อนให้เพียงพอต่อความต้องการของร่างกาย ซึ่งส่วนใหญ่คนเราควรนอนหลับพักผ่อนให้ได้อย่างน้อยวันละ 8 ชั่วโมง และควรระมัดระวังอย่าให้เกิดระดับความเครียดสูงบ่อยๆ การพักผ่อนอย่างเพียงยังมีส่วนในการช่วยลดระดับความเครียดได้อีกด้วย สำหรับสิ่งสำคัญที่สุดก็คือควรพบแพทย์เพื่อทำการตรวจร่างกายเป็นประจำทุกปี โดยเฉพาะผู้ที่มีอายุมากขึ้น เพียงเท่านี้ก็จะช่วยป้องกันสุขภาพของคุณให้ห่างไกลจากโรคหัวใจกันได้แล้วค่ะ   โรคหัวใจเมื่อเป็นแล้วจะไม่สามารถรักษาให้หายขาดได้ และต้องได้รับการดูแลจากแพทย์เป็นประจำอย่างสม่ำเสมอ ดังนั้นสำหรับท่านใดที่ยังไม่ป่วยเป็นโรคนี้จึงควรหาวิธีป้องกันเอาไว้ก่อนจะเป็นวิธีที่ดีที่สุด รวมไปถึงผู้ที่อยู่ในกลุ่มเสี่ยง …

สาระน่ารู้เกี่ยวกับโรคหัวใจ Read More »

ใช้กระทะเทฟลอน เสี่ยงเป็นมะเร็งจริงหรือ

ใช้กระทะเทฟลอน เสี่ยงเป็นมะเร็งจริงหรือ

ปัจจุบันในยุคหลังจากที่วิกฤติการณ์ COVID-19 หลายคนเลือกที่จะทำอาหารทานเองและครอบครัว เพราะคนอยู่บ้านกันมากขึ้น และหนึ่งในเครื่องครัวที่จำเป็นจะต้องมีนั่นคือ กระทะ  เป็นเครื่องครัวที่ประกอบอาหารที่ขาดไม่ได้เลยในทุก ๆ ครัวเรือน เพราะทำให้การผัดและการทอดเป็นเรื่องง่ายขึ้น เลยทำอาหารกินเองได้บ่อยขึ้น  สำหรับในกลุ่มผู้คนที่ใส่ใจเรื่องสุขภาพ มักเลือกกระทะที่ใช้น้ำมันนอยหรือไม่ใช้น้ำมันเลย  แต่สามารถทำอาหารได้หลาย ๆ อย่าง โดยไม่ติดกระทะ กระทะเทฟลอน จึงเป็นตัวเลือกหนึ่งที่น่าสนใจไม่ใช่น้อย  แม้กระทะเทฟล่อนจะสะดวกสบายในการทำอาหารในยุคนี้ แต่หลายคนก็อดห่วงว่าจะมีผลต่อสุขภาพบ้างไหมสำหรับใครที่กำลังคาใจกับเรื่องนี้ วันนี้เราลองมาดูกันว่ากระเทฟล่อนอันตรายจริงหรือไม่ กระทะเทฟลอน คือ กระทะเทฟลอน นั้นคือกระทะที่ได้รับการเคลือบสารชนิดหนึ่งที่ชื่อว่าเทฟล่อน เป็นส่วนประกอบหนึ่งในสารที่มีลักษณะเหมือนพลาสติกที่ชื่อว่าพอลิเมอร์  มีจุดเด่นที่น้ำหนักเบา อึดและทนทานต่อความร้อนระดับสูง ทนทานกับสารละลาย และการสึกกร่อน ขีดข่วน  จุดเด่นและจุดด้อยของกระทะเทฟลอน  “กระทะเทฟลอน” จุดเด่น คือ ที่ผิวลื่นไม่ทำให้เกิดการเกาะติด ไม่อมน้ำ ทำอาหารทอดและผัด ไม่ติดกระทะ ทำความสะอาดได้ง่าย จุดด้อย คือ ไม่ควรใช้ไฟแรงในการประกอบอาหาร ห้ามใส่น้ำลงไปขณะที่กระทะยังร้อน เพราะผิวเคลือบกระทะเสื่อมสภาพไว เทฟลอนที่เคลือบอยู่หลุดหล่อนลอกออกได้ และควรใช้กับตะหลิวที่เป็นซิลิโคน หรือไม้ เพื่อรักษาพื้นผิวกระทะไม่ให้เป็นรอย กระทะที่เคลือบเทฟลอน มีอัตรายต่อสุขภาพหรือไม่  สำหรับกระทะเทฟลอนที่ผลิตขึ้นจากวัสดุที่ได้มาตรฐานคุณภาพ ไม่เป็น “อันตรายต่อสุขภาพ”  …

ใช้กระทะเทฟลอน เสี่ยงเป็นมะเร็งจริงหรือ Read More »